home   |   sticker   |   picpost   |   memory   |   music   |   chat   |   email   |  
ขุดคลองไทยแล้วประเทศไทยจะได้อะไร?

ขุดคลองไทยแล้วประเทศไทยจะได้อะไร?


เขียนโดย รศ.ดร. สถาพร เขียววิมล

BSIE. (University of Oklahoma) MSIE. (New Jersey Institute of Technology) Dr.Ing. (Universite De Nice) France

คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระ วุฒิสภา

ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ยุติธรรม และ สิทธิมนุษยชน วุฒิสภา



คลองไทยเกิดขึ้นเมื่อใดจะเป็นคลองเดินเรือหลักของโลก คลองไทยจะเป็นธงนำเศรษฐกิจของประเทศที่มั่นคง
ประเทศไทยตั้งอยู่บนทวีปเอเชียอาคเนย์ อยู่ระหว่างกลางของประเทศต่างๆ ที่มีประชากรมากที่สุด ทวีปเอเชียมีประชากรมากถึง 2 ใน 3 ของโลก จากประชากรทั้งโลกมีประมาณ 6,200 ล้านคน

โดยทำเลที่ตั้งของประเทศไทยมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ตั้งอยู่บนแนวเส้นทางเดินเรือของโลก เรือขนส่งสินค้าต่างๆ ที่มาจากทางทิศตะวันตกทางฝั่งอันดามัน เป็นเรือจากประเทศในทวีปยุโรป และประเทศทางตะวันออกกลางที่จะเดินทางไปยังประเทศทางทิศตะวันออกทางด้านฝั่งอ่าวไทย เช่น ประเทศเขมร ประเทศเวียดนาม ประเทศจีน ประเทศฮ่องกง ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี และประเทศไต้หวัน หากมีคลองไทย เรือเหล่านี้จะไม่ต้องแล่นเรืออ้อมไปถึงประเทศสิงคโปร์ ไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา และยังสามารถย่นระยะทางได้ 1,000 - 1,400 กิโลเมตร หรือย่นระยะเวลาได้ 2-3 วัน ดังนั้น ถ้าหากประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบในทางภูมิศาสตร์ของประเทศ คลองไทยจะเป็นเส้นทางลัดของการเดินเรือจากทั่วโลก จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินเรือทั้งหมดที่มาผ่านคลองไทยแต่ละปีหลายแสนล้านบาท ผลดีเมื่อเรือมาใช้เส้นทางเดินเรือผ่านคลองไทย จะเป็นการช่วยลดการใช้น้ำมันสำรองของโลกลงได้หลายหมื่นล้านบาร์เรลต่อปี นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยลดมลภาวะอากาศเสียของโลกลงได้อย่างมาก เป็นผลดีต่อการลดภัยพิบัติทางธรรมชาติจากปัญหาสภาวะเรือนกระจก (Green House Effect)

ความได้เปรียบในทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยที่อยู่บนทำเลทองของโลก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดเล็กแล้ว ประเทศไทยยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่เหนือกว่าประเทศสิงคโปร์มาก จากความได้เปรียบของประเทศไทยที่อยู่ในแนวเส้นทางเดินเรือของโลก ทำให้เรือที่ผ่านคลองไทยย่นระยะเวลาได้ถึง 2 - 3 วัน ในแต่ละเที่ยวซึ่งมีค่ามาก เพราะจะลดค่าใช้จ่ายลง (เรือขนสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 5,000 TEU จะเสียค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาทต่อวัน) ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กมีพื้นที่ประมาณ 670 ตารางกิโลเมตร ขนาดเท่ากับเกาะภูเก็ต มีทรัพยากรธรรมชาติน้อยมาก ของทุกอย่างแพงมากแม้แต่น้ำดื่มน้ำใช้ก็ยังต้องซื้อมาจากประเทศมาเลเซีย แต่ด้วยความชาญฉลาดของประเทศสิงคโปร์ และมีผู้นำที่เสียสละ มีความสามารถทำให้ประเทศสิงคโปร์ร่ำรวยได้จากการใช้ทำเลที่ตั้งของประเทศสร้างผลประโยชน์ เมื่อเรือผ่านช่องแคบมะละกา จะต้องแวะใช้บริการที่ท่าเรือของประเทศสิงคโปร์ สร้างความร่ำรวยมากมายให้กับประเทศสิงคโปร์อยู่ในทุกวันนี้ ปัจจุบันคนสิงคโปร์ 1 คนมีรายได้เท่ากับคนไทย 10 คน

ประเทศไทยขุดคลองไทยได้สำเร็จเมื่อใด ก็จะสร้างผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจต่อประเทศได้อย่างมหาศาล ถึงแม้น้ำมันของโลกจะหมดไปก็ตาม แต่การขนส่งสินค้าทางเรือก็จะยังคงความสำคัญ ต่อการขนส่งสินค้าของทุกประเทศทั่วโลก การขนส่งสินค้าทางเรือยังมีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับการขนส่งสินค้าจำนวนมากๆ เรือเดินทะเลระหว่างประเทศขนาดใหญ่แล่นผ่านแวะประเทศใดก็ตาม ก็จะก่อให้เกิดผลทางธุรกิจตามมามากมาย ดังนั้น หากคลองไทยเกิดขึ้นบริเวณพื้นที่บนสองฝั่งคลองไทยก็จะกลาย เป็นเมืองเศรษฐกิจบนเส้นทางเดินเรือของโลก กระแสการเงินจากเงินตราต่างๆ จากประเทศทั่วโลก จะหมุนเวียนสะพัดและไหลเข้าประเทศไทยมากมาย เช่นเดียวกับเมืองท่าที่สำคัญต่างๆ ของโลก คลองไทยจะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าทางภาคเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมหาศาล ทันทีที่ประเทศไทยสร้างคลองไทยได้สำเร็จ จะมีการสร้างงานที่ยั่งยืนตามมามากกว่า 2 ถึง 3 ล้านงานได้อย่างถาวร จะก่อผลประโยชน์มากมายถึงลูกถึงหลานของไทยนานเท่านานตลอดไป

ความเป็นไปได้นี้จะสำเร็จได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับคนไทยทั้งประเทศที่จะต้องช่วยกันผลักดัน ด้วยพละกำลัง ความสามารถ ความฉลาด และที่สำคัญยิ่งจะต้องมีผู้นำของประเทศที่เสียสละจริงๆ เพื่อประเทศชาติ ร่วมกันผลักดันอย่างจริงจัง ที่จะทำให้คลองไทยเกิดขึ้น คลองไทยจะเป็นธงนำทางเศรษฐกิจของประเทศที่จะนำความมั่งคั่งสร้างความเจริญมาสู่ประเทศไทยได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

ประเทศในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากคลองไทย จากแผนที่สังเกตแนวเส้นทางการเดินเรือระหว่างประเทศเกือบทุกประเทศจะผ่านแนวคลองไทย เพราะว่าประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างกลางสองมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก หากมีคลองไทยเกิดขึ้นจะทำให้ประเทศต่าง ๆทั้งสองฝั่งทะเลของประเทศไทยได้มีเส้นทางลัดเดินเรือทะเลระหว่างประเทศที่สามารถย่นระยะทางได้ 2,000 - 2,500 กิโลเมตรต่อเที่ยว ในการขนส่งสินค้าต่างๆ ไปมาในระหว่างกลุ่มประเทศในเอเชียอาคเนย์ด้วยกันเอง นอกจากจะเพิ่มความสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ยังปลอดภัยจากปัญหาโจรสลัด เพราะไม่ต้องอ้อมผ่านเข้าช่องแคบมะละกา ตัวอย่างเช่น เรือขนสินค้าจากประเทศอินเดียถ้าจะส่งสินค้าไปยังประเทศจีน สามารถไปถึงประเทศจีนได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา และยังย่นระยะเวลาเดินเรือได้ถึง 4 - 5 วัน ถ้าใช้เรือขนาดใหญ่ขนาดแสนตันขนส่งสินค้าแต่ละเที่ยวจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อเที่ยว ดังนั้น คลองไทยนอกจากจะนำความเจริญมาสู่ประเทศไทยแล้ว ยังจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้กับกลุ่มประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียที่อยู่ทั้งสองฝั่งทะเลของประเทศไทย โดยที่คลองไทยก็จะกลายเป็นเส้นทางเดินเรือหลักของประเทศในย่านเอเชียอาคเนย์โดยปริยาย นอกจากเรือในกลุ่มประเทศเอเชียอาคเนย์ ก็จะยังมีเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากทวีปยุโรป ทวีปอเมริกา กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และจากทั่วโลก ก็ต้องการมาใช้คลองไทยด้วยเพื่อประหยัดค่าขนส่ง โดยเฉพาะทางด้านการท่องเที่ยว คลองไทยจะขยายเส้นทางการท่องเที่ยวทางทะเลไปยังเมืองท่าสำคัญของหลายประเทศ โดยไม่ต้องเสียเวลาอ้อมผ่านประเทศสิงคโปร์เหมือนปัจจุบัน และจะปลอดภัยจากปัญหาโจรสลัดบริเวณช่องแคบมะละกา จะทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวทางเรือจากทั่วโลกสนใจมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยและประเทศต่างๆ ในย่านเอเชียนี้มากขึ้น ตามเส้นทางเดินเรือที่จะผ่านมีเมืองสำคัญในทางประวัติศาสตร์หลายแห่งในภูมิภาคนี้ ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าเส้นทางเดินเรือที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ความสำคัญของการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ จากข้อมูลของสถาบันทางการเงินของโลก ได้แสดงถึงความสำคัญของการขนส่งทางทะเลว่า มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมากเป็นต้นทุนของการขนส่งทั้งระบบทั่วโลกโดยตรง ดังนั้น ตัวเลขสถิติปริมาณการขนส่งสินค้าต่างๆ ทางเรือจึงเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ตามภาวะการขยายตัวของการค้าเสรีระหว่างประเทศมากขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต ปัจจุบันมีจำนวนเรือขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศต่างๆ มากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก ที่แล่นไปมาทางตอนใต้ของประเทศไทย และจำนวนเรือมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี การขนส่งทางทะเลมากขึ้นเป็นผลทำให้ในบริเวณช่องแคบมะละกามีจำนวนเรือหนาแน่นมาก ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางทะเลสูงมาก (เฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อเดือน) โดยเฉพาะบริเวณเส้นทางเดินเรือที่ผ่านประเทศสิงคโปร์ มีความกว้างประมาณ 1.5 ไมล์ และปัญหาที่หวั่นวิตกกันมากของเรือสินค้าต่างๆ ที่แล่นเรือผ่านช่องแคบมะละกา คือ ปัญหาผู้ก่อการร้ายและโจรสลัด จะมีการปล้นหรือเรียกค่าคุ้มครองเกือบทุกวัน จากข้อมูลต่างๆ คงพอจะชี้ให้เห็นว่า หากประเทศไทยสร้างคลองไทยได้สำเร็จจริงจะทำให้ประเทศไทยมีบทบาทมากต่อสังคมโลก และธุรกิจการเดินเรือทั่วโลก



การเปรียบเทียบเส้นทางเดินเรือ คลองไทย กับเส้นทางปัจจุบัน
ปัจจุบันเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่มาทางฝั่งทะเลอันดามันของไทย จะเป็นเรือต่างๆ ที่มาจากยุโรปหรือตะวันออกกลาง และจะไปยังด้านฝั่งอ่าวไทย มุ่งหน้าไปประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ฯลฯ ปัจจุบันมีเส้นทางเดินเรือ 3 เส้นทางหลัก คือ (1) เส้นทางผ่านช่องแคบมะละกา (Malacca) (2) เส้นทางผ่านช่องแคบซุนด้า (Sunda) และ (3) เส้นทางผ่านช่องแคบลอมบ็อค (Lombok) จากเส้นทางเดินเรือดังกล่าวจะมีเรือผ่านไปมา ประมาณกว่า 1,200 - 1,400 ลำต่อวัน (ประมาณ 520,000 ลำต่อปี) และมีเรือที่แวะใช้บริการท่าเรือ ที่ท่าเรือประเทศสิงคโปร์ประมาณกว่า 600 ลำต่อวัน ซึ่งหนาแน่นมาก ในปัจจุบันมีอุบัติเหตุเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อเดือน และยังมีเรืออีกจำนวนมากที่ไม่สามารถใช้เส้นทางผ่านที่ช่องแคบมะละกา ก็เนื่องจากความลึกของร่องน้ำบริเวณช่องแคบมะละกาตื้น โดยเฉพาะบริเวณที่จะผ่านประเทศสิงคโปร์มีความลึกเพียง 20 เมตร และยังมีซากเรือที่จมหรือสิ่งของต่างๆ ทับถมจมขวางอยู่ใต้ร่องน้ำท้องทะเลที่เรือผ่าน เรือขนาดใหญ่จึงไม่สามารถผ่านได้ ต้องแล่นเรืออ้อมเข้าผ่านเส้นทางช่องแคบซุนด้าและเส้นทางช่องแคบลอมบ็อค จากแผนที่โลกจะเห็นว่า เส้นทางที่ผ่านช่องแคบมะละกาจะเป็นเส้นทางที่มีระยะสั้นที่สุดสำหรับเส้นทางเดินเรือในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับส้นทางช่องแคบซุนด้าและเส้นทางช่องแคบลอมบ็อค

หากประเทศไทยสร้างโครงการคลองไทย ได้สำเร็จจะทำให้เกิดเส้นทางเดินเรือโลกใหม่ เรือต่างๆ จากประเทศในทวีปยุโรปและจากทางประเทศตะวันออกกลางจะแล่นตรงมายังฝั่งอันดามัน ข้ามคลองไทยมายังฝั่งอ่าวไทยที่จะไปยังประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไต้หวัน ประเทศเกาหลีใต้ ฯลฯ ได้โดยไม่ต้องอ้อมไปยังช่องแคบทั้ง 3 ดังกล่าว

การเปรียบเทียบระยะทางและระยะเวลาของเส้นทางทั้ง 4 เส้นทาง คือเส้นทาง 1.ผ่านคลองไทย 2.เส้นทางมะละกา 3.เส้นทางซุนด้า และ 4.เส้นทางลอมบ็อค เปรียบเทียบได้ดังนี้ เส้นทางคลองไทย เมื่อเปรียบเทียบกับเส้นทางช่องแคบมะละกา (ผ่านประเทศสิงคโปร์) จะย่นระยะทางได้มากถึง1,200-1,400 กิโลเมตร และย่นระยะเวลาได้ 2 - 3 วัน สำหรับเส้นทางคลองไทย เมื่อเปรียบเทียบกับเส้นทางเดินเรือที่ต้องแล่นผ่านช่องแคบซุนด้า จะย่นระยะทางได้ 2,500 - 3,000 กิโลเมตร หรือย่นระยะเวลาได้ 4 - 5 วัน และเปรียบเทียบเส้นทางคลองไทยกับเส้นทางที่แล่นผ่านช่องแคบลอมบ็อค จะย่นระยะทางได้ 3,000 - 3,500 กิโลเมตร หรือย่นระยะเวลาได้ 5 - 7 วัน (ความเร็วมาตราฐานสากลกำหนดให้เรือทะเลใช้ความเร็วที่แล่นผ่านช่องแคบหรือคลองจะใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 12 ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง หรือประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

จากการที่คลองไทยเกิดขึ้น จะช่วยเรือขนส่งสินค้าต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่าย จากที่ย่นระยะทางและเวลาของเรือขนส่งสินค้าแต่ละลำแต่ละเที่ยวหลายล้านบาทต่อลำต่อเที่ยว ค่าใช้จ่ายของเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่แต่ละวันสูงมากกว่าที่คิด ยิ่งหลังเหตุการณ์วินาศกรรมถล่มตึกเวิร์ลเทรด ในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2545 ปรากฏว่าค่าประกันการขนส่งสินค้าทางเรือเพิ่มสูงอีก 50 เปอร์เซ็นต์

ค่าใช้จ่ายเดินเรือขนสินค้าขนาด 8,000 TEU (ขนาดความยาวของตู้คอนเทนเนอร์ 20 ฟุต) ไม่ใช่ 10 หรือ 20 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งในความเข้าใจของพวกเราก็อาจจะรู้สึกว่าแพงมากแล้ว ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับกรรมการผู้จัดการบริษัทเดินเรือของบริษัทญี่ปุ่นประจำประเทศไทย บอกว่าค่าใช้จ่ายของเรือขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ ยกตัวอย่างเช่น เรือ Panamax เป็นเรือขนส่งบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 8,000 TEU ประมาณค่าใช้จ่ายทุกอย่างของเรือ Panamax ประมาณ 6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 240 ล้านบาทต่อวัน (ผมสงสัยว่าทำไมถึงแพงมาก) ผู้จัดการของบริษัทเดินเรือญี่ปุ่น ให้ข้อสังเกตว่า เรือขนสินค้าที่มีสินค้าอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์หากยิ่งมีมูลค่ามาก ค่าประกันสินค้าก็จะยิ่งสูงมาก กรณีตัวอย่างเรือ Panamax ขนตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 8,000 TEU ตู้คอนเทนเนอร์ หากสินค้าที่อยู่ในตู้แต่ละตู้มีมูลค่ากว่า 50,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2 ล้านบาท) เมื่อคิดเป็นเงินบาท มูลค่าของสินค้าในเรือทั้งหมดมูลค่าร่วมสองหมื่นล้านบาทต่อลำต่อเที่ยว หากคิดค่าประกันภัยวันละ 0.5 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าของสินค้าในเรือรวมทั้งตัวเรือด้วยก็ประมาณ 100 ล้านบาทต่อวัน หากรวมค่าเสื่อมราคาของตัวเรือเมื่อใช้ไปได้ระยะ 8 ปี มูลค่าของตัวเรือจะลดเหลือประมาณ 45% ของราคาเรือที่สร้างใหม่ โดยเฉลี่ยอายุการใช้งานของเรือ ประมาณ 25 ปี หากใช้เรือเก่าในการขนส่งสินค้า ก็จะยิ่งเสียเพิ่มค่าประกันภัยสูง (เรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท Exxon เรือชื่อ Valdez เกิดอุบัติเหตุสร้างความเสียหายมาก ถูกเรียกร้องให้จ่ายค่าชดเชยความเสียหายถึงแปดหมื่นกว่าล้านบาท หรือ $ 2 billion) จากที่ได้ข้อมูล คงมองเห็นว่าเรือมีค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละวันมาก ถึงแม้ค่าใช้จ่ายของเรือในการเดินเรือแต่ละวันจะเท่าใดก็ตาม ผู้ที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายนี้ก็จะต้องพยายามลดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น การประหยัดเวลาเดินเรือ แม้แต่หนึ่งชั่วโมงต่อเที่ยวก็มีความหมายมาก เรือขนาดใหญ่แต่ละลำแล่นไปมาหลายเที่ยวต่อปีจะประหยัดเป็นพันล้านบาทต่อลำต่อปี

จากเหตุผลหลายอย่าง เรือขนส่งสินค้าต่างๆ จากประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะเรือที่วิ่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก จะต้องการนำเรือผ่านคลองไทย เพราะประหยัด ปลอดภัย เจ้าของบริษัทเดินเรือต่างก็ต้องการลดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด ยกเว้นบริษัทเดินเรือของประเทศสิงคโปร์เท่านั้น (มิตรประเทศเพื่อนบ้าน) เพราะเรือที่มาผ่านคลองไทยมีแต่ได้ไม่มีเสีย เรือขนาด 200,000 DWT (DWT คือน้ำหนักเรือเปล่าหน่วยเป็นเมตริก) จ่ายค่าผ่านคลองไทยครั้งละ 20 ล้านบาท ประหยัดกว่าเส้นทางเดิม 2 - 5 เท่าในแต่ละเที่ยว บริษัทเดินเรือพร้อมจ่ายอยู่แล้ว ดังนั้น ความสงสัยที่ว่า เมื่อประเทศไทยขุดคลองไทยสำเร็จแล้ว จะมีเรือเรือจากต่างประเทศมาใช้คลองไทยหรือไม่ มีคำตอบอยู่ในตัวแล้ว สำหรับบรรดาผู้เป็นเจ้าของบริษัทเดินเรือทั่วโลก



ปัญหาโจรสลัดหรือผู้ก่อการร้ายบริเวณช่องแคบมะละกาเพิ่มค่าใช้จ่ายเรือสินค้า
ปัญหาโจรสลัดหรือผู้ก่อการร้าย เพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทหรือเจ้าของเรือ จากความไม่ปลอดภัยของผู้ก่อการร้ายหรือโจรสลัดที่ทำการปล้นหรือเรียกค่าคุ้มครองกับเรือขนส่งสินค้าที่แล่นผ่านไปมา ในบริเวณเส้นทางช่องแคบมะละกาที่มีการปล้นเรือสินค้าเป็นประจำ เนื่องจากเส้นทางเดินเรือ ดังกล่าวต้องแล่นผ่านช่องแคบที่มีเกาะแก่งหลายแห่ง ซึ่งเป็นการง่ายที่จะหลบซ่อนของผู้ก่อการร้ายและพวกโจรสลัด ในทางกลับกันก็ยากต่อการที่จะกำจัดหรือป้องกันได้ เจ้าหน้าที่ที่ทำการเดินเรือคงไม่ต้อง การความเสี่ยงในการต่อสู้กับพวกนอกกฎหมายเหล่านี้เป็นแน่ เพราะสินค้าในเรือมีมูลค่าหลายพันล้านบาท และเรือก็จำเป็นต้องใช้เส้นทางนั้นประจำ คงหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าคุ้มครอง ในส่วนนี้ มูลค่าความเสียหายประเมินว่า เงินที่เรือเดินทะเลต่างๆ จะต้องเสียโดยรวมเฉลี่ยกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี


เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวพูดถึงการมาเยือนของรัฐมนตรีกลาโหมประเทศสหรัฐอเมริกามาประเทศเอเชีย โดยเฉพาะมาที่ประเทศสิงคโปร์ รัฐมนตรีกลาโหมของประเทศมาเลเซียไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ จะส่งกองกำลังพิทักษ์ป้องกันการก่อการร้ายที่อาจจะก่อวินาศกรรมกับเรือสินค้า โดยเฉพาะเรือน้ำมันที่มีถึง 36% ของเรือทั้งหมดที่แล่นไปมาในบริเวณช่องแคบมะละกา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ปลอดภัยมีสูงมากขึ้น ทำให้ค่าการประกันต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นมากด้วย ถ้าคลองไทยเกิดขึ้นก็จะแบ่งเบาภาระนี้ได้ ทั้งเรือของประเทศไทยเองและเรือของต่างประเทศที่มาใช้คลองไทย (ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มโจรสลัดปล้นสะดม เรือสินค้าบริเวณช่องแคบมะละกา เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2546 เกิดขึ้น 21 ครั้ง)



คลองไทยจะเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักให้กับประเทศไทย
คลองไทยจะส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้เป็นรายได้หลักของประเทศเหมือนประเทศอียิปต์ที่มีคลองสุเอช ประเทศปานามามีคลองปานามา คลองไทยมีศักยภาพให้เรือผ่านได้มากที่สุดในโลก ปัจจุบันมีเรือที่มีขนาดใหญ่กว่า 500 WDT (DWT คือ น้ำหนักเรือเปล่าหน่วยเป็นเมตริก) ขึ้นไปมีประมาณกว่า 30,000 ลำ ใช้บริการขนส่งในท้องทะเลระหว่างประเทศทั่วโลก สำหรับในปัจจุบันมีคลองที่เรือระหว่างประเทศทั่วโลกใช้ผ่านได้ ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 22 คลอง คลองที่หลายท่านรู้จักกันมากที่สุดคือ คลองสุเอชและคลองปานามา

เมื่อปี พ.ศ. 2545 ผมและคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานที่คลองทั้งสองแห่ง จากการที่ได้เห็นคลองที่สำคัญดังกล่าว ทำให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่ได้ไปดูงานหลายท่าน ได้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และตั้งข้อสังเกตหลายประการขึ้น เช่น คลองแต่ละแห่งทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่ารายได้จากค่าผ่านคลอง รูปแบบของคลองควรเป็นคลองแบบคู่ขนาน และความเข้าใจที่ว่าคลองสุเอช และคลองปานามา เป็นคลองที่มีเรือมาใช้มากที่สุดของโลกก็ไม่เป็นอย่างที่เข้าใจมาก่อน ความสำคัญคลองสุเอช และคลองปานามา แต่ละคลองช่วยย่นระยะทางได้หลายหมื่นกิโลเมตร ย่นเวลาได้เป็นเดือน แต่ว่าความสามารถของคลองแต่ละแห่งมีจำกัดที่จะสามารถให้เรือแล่นผ่านได้ โดยเฉพาะคลองปานามา ซึ่งมีความยาว 82 กิโลเมตร คลองใช้ระบบประตูน้ำปิดเปิดจำนวนเรือสามารถผ่านคลองปานามาได้เพียงวันละ 38 ลำ แต่ละลำใช้เวลาผ่านคลอง 24 ชั่วโมง และขนาดของเรือก็มีข้อจำกัดจะเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ได้ไม่เกิน 100,000 DWT ขนาดเรือที่ผ่านได้จะมีความกว้างไม่เกิน 33 เมตรและความยาวไม่เกิน 295 เมตร (ปัจจุบันประเทศปานามามีการลงทุนเพิ่มขยายคลองปานามา ใช้งบประมาณ 4000,000,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 1 แสน 6 หมื่น ล้านบาท)

สำหรับคลองสุเอชคลองมีความยาว 190 กิโลเมตร คลองไม่ใช้ระบบมีประตูน้ำปิดเปิด จำนวนเรือสามารถผ่านได้ 87 ลำต่อวัน คลองสุเอชสามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้ ซึ่งในปัจจุบันสำหรับเรือขนาดใหญ่ได้ถึง 300,000 DTW (ปัจจุบันคลองสุเอช มีการขยายการลงทุนในการขุดคลองคู่ขนานคลองสุเอช ให้ยาวเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 78 กิโลเมตร)

สำหรับคลองไทยแนวคลอง 9A ความยาวคลอง 120 - 130 กิโลเมตร คลองไม่มีระบบประตูน้ำปิดเปิดแบบคลองสุเอช จากการคำนวณคลองไทยจะสามารถรองรับเรือได้ประมาณวันละ 400 ถึง 450 ลำต่อวันในทางทฤษฎี ส่วนในทางด้านปฏิบัติจริง ผมคาดว่าคลองไทยให้บริการได้ประมาณวันละ 300 -350 ลำต่อวัน คลองไทยก็มากแล้ว ส่วนรูปแบบของคลองไทยจะเป็นคลองคู่ขนาน โดยกำหนดให้คลองหนึ่งเป็นคลองสำหรับเรือแล่นเที่ยวขาไป และอีกคลองหนึ่งแล่นเที่ยวขากลับ คลองไทยสามารถให้เรือผ่านได้มากกว่าจำนวนเรือที่ผ่านคลองสุเอชรวมกับคลองปานามาประมาณ 3 เท่าต่อวัน



คลองไทยเพิ่มความมั่นคงของประเทศไทย
ความมั่นคงของสองฝั่งทะเลไทย คลองไทยเพิ่มศักยภาพให้กองทัพเรือและกองทัพบกได้มากขึ้น ในปัจจุบัน ถ้าดูแผนที่ประเทศไทยจะเห็นว่า ปากทางเข้าด้านอ่าวไทยจะเป็นทะเลปิด เรือทุกลำที่ออกจากอ่าวไทยถ้าต้องการไปทางฝั่งอันดามัน เช่น จังหวัดสตูล จังหวัดตรัง จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดระนอง เรือไทยเราจะต้องผ่านน่านน้ำสากลของประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศเขมร ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศอินโดนีเซีย หากมีคลองไทยเรือของไทยจะสามารถตัดตรงไปยังฝั่งอันดามันได้โดยตรง

คลองไทยจะทำให้ประเทศได้เปรียบในทางยุทธศาสตร์ทั้งในยามปกติและในยามสงคราม การเคลื่อนย้ายกำลังรบของกองทัพจะสามารถกระทำได้รวดเร็ว ประหยัดงบประมาณ ปลอดภัย มีความเป็นอิสระในการเดินเรือ โดยไม่ต้องผ่านน่านน้ำของประเทศข้างเคียง ไม่สร้างความหวาดระแวงสงสัยกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังผลดีไม่ก่อปัญหาต่อความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ในปัจจุบันการเคลื่อนย้ายกำลังหรือการกระทำใดๆ ของกองทัพทางทะเลในการเคลื่อนย้ายยากที่จะปลอดจากการรู้เห็นตรวจตราของประเทศข้างเคียง หากเรามีปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้านที่เรือไทยต้องผ่านน่านน้ำ อย่างกรณีประเทศมาเลเซีย เรือขนส่งน้ำมันดิบ หรือเรือขนส่งสินค้าต่างๆ ทางทะเลของไทย จะต้องผ่านน่านน้ำของประเทศมาเลเซีย ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน หากยามใดมีปัญหาที่คาดไม่ถึง การขนส่งน้ำมันทางทะเลอาจจะถูกสะกัดกั้นได้ตลอดเวลา ประเทศไทยจะเป็นอัมพาตแน่ๆ เพราะเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถนำน้ำมันมาส่งยังโรงกลั่นน้ำมันที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรีได้ การขนส่ง การผลิต และธุรกรรมต่างๆ ทั่วประเทศจะมีผลกระทบอย่างรุนแรง

คลองไทยช่วยประหยัดเงินในการขนส่งสินค้าทางทะเล (Logistics) กว่าสองแสนล้านบาทต่อปี
เพื่อให้มองเห็นว่าคลองไทยจะทำให้ประเทศไทยมีการพัฒนาจัดระบบการขนส่ง (Logistics) ของประเทศทางทะเลที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งทางทะเลของประเทศได้มากเป็นแสนล้านบาทต่อปี เช่น ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย ใช้น้ำมันดิบประมาณวันละ 800,000 บาร์เรลต่อวัน หากใช้เรือขนส่งน้ำมัน ขนาด 120,000 บาร์เรลต่อลำ ดังนั้น จะต้องมีเรือวิ่งมาส่งน้ำมันดิบที่โรงกลั่นที่จังหวัดระยองหรือจังหวัดชลบุรี 7 ลำทุกวัน เรือส่งน้ำมันดิบเมื่อมาส่งแล้วต้องวิ่งเรือเปล่ากลับ เท่ากับเรือต้องเดินเรือ 14 เที่ยวต่อวัน น้ำมันดิบส่วนใหญ่จะมาจากประเทศทางกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง หากเรือทุกลำในปัจจุบันต้องผ่านช่องแคบมะละกา ผ่านประเทศสิงคโปร์ ระยะทางจากประเทศสิงคโปร์ มายังโรงกลั่นในประเทศไทย มีระยะทางประมาณ 1,700 กิโลเมตร รวมกับระยะทางจากประเทศสิงค์โปร์ มายังทางแยกก่อนจะเข้าช่องแคบมะละกา ไม่น้อยกว่า 1,300 กิโลเมตร รวมเป็นระยะทางประมาณ 3,000 กิโลเมตร ที่เรือจะต้องแล่นอ้อม (ดูแผนที่ประกอบ ภาพที่ 2) ถ้าหากมีคลองไทย เรือสามารถวิ่งตรงมายังโรงกลั่นในประเทศไทยจังหวัดระยอง ระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตร ซึ่งหมายความว่า เรือแต่ละเที่ยวจะสามารถย่นระยะทางเดินเรือได้ (3,000 - 700 = 2,300) หรือ 2,300 กิโลเมตร หากเรือแล่นที่ความเร็ว 12 ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง (ประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) จะใช้เวลาประมาณเวลา 4 - 5 วัน ที่เรือวิ่งแต่ละเที่ยวที่ต้องเสียเวลาเปล่าประโยชน์ หากประมาณค่าใช้จ่ายเรือขนน้ำมันขนาดดังกล่าวเสียค่าเช่าเรือ ค่าน้ำมัน รวมทั้งค่าประกันภัยต่างๆ ในการเดินทางประมาณ 2 - 3 แสนเหรียญสหรัฐต่อวันต่อลำ หรือประมาณ 5 - 6 ล้านบาทต่อวัน สรุปค่าใช้จ่ายของเรือน้ำมัน ถ้าหากมีคลองไทยเกิดขึ้นจริง คลองจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายลงคำนวณคร่าวๆ คือ (เรือวิ่งไปกลับรวม 14 เที่ยวต่อวัน คูณด้วย ค่าใช้จ่ายวันละ 5 ล้านบาท ต่อวัน คูณด้วย เรือเสียเวลาอ้อม 4 วันต่อเที่ยว คูณด้วย 365 วันต่อปี จะเท่ากับ 14 x 5 x 4 x 365 = 102,200 ล้านบาทต่อปี) หมายเหตุ ตัวเลขทั้งหมดเป็นการคำนวณแบบคร่าวๆ

จากการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในด้านการขนส่งน้ำมันของประเทศไทยอย่างเดียวก็ทำให้ประเทศประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากมาย ถ้าเรามองลึกลงไปถึงการขนส่งสินค้าต่างๆ ที่ยังมีอีกมากที่จะทำให้ลดค่าใช้จ่าย เช่น เรือสินค้าขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ ที่มาใช้บริการขนถ่ายผ่านท่าเรือของไทย ที่แหลมฉบังหรือท่าเรือกรุงเทพฯ ทั้งหมดปีละประมาณ 4 ล้านกว่าตู้คอนเทนเนอร์ (TEU) ถ้าลดค่าใช้จ่ายตู้ละ 1,000 ดอลลาร์ จะลดได้ค่าใช้จ่ายได้แสนกว่าล้านบาทต่อปี ถ้าเรานำความเป็นไปได้ในหลายๆ กรณีมาศึกษาวิเคราะห์ เราอาจจะเห็นความสูญสียเงินของประเทศอย่างน่าใจหาย

ค่าใช้จ่ายในระบบการขนส่ง (Logistics) ของประเทศไทยโดยรวมสูงถึง 25% - 30% ของมูลค่าผลิตภัณท์มวลรวมของประเทศ (GDP) หรือประมาณ 1,500,000 ล้านบาท ถึง1,800,000 ล้านบาทต่อปีในขณะที่ประเทศจีน 20% ประเทศญี่ปุ่น 11% ประเทศสหรัฐอเมริกา 10% และในกลุ่มประเทศยุโรปประมาณ 7% จากผลการสำรวจทั่วโลกของกระทรวงเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น (Meti)



คลองไทยขยายโอกาสทางด้านการประมงไทย
คลองไทยจะขยายโอกาสให้ชาวเรือประมงไทยมีท้องทะเลหาปลาได้มากขึ้นที่ได้ประโยชน์จากน่านน้ำสากลของไทย EEZ2 (ภาพที่4) จากทางฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารทางทะเลที่สมบูรณ์ที่สุดมีพื้นที่กว้างขวางกว่าพื้นที่ภาคอีสานทั้งภาค มีเขตชายแดนไปถึงน่านน้ำอินเดียเรือประมง ที่อยู่ใน อ่าวไทยและฝั่งอันดามันกว่า 50,000 ลำ ก็จะได้รับประโยชน์จากคลองไทยในการเดินเรือไปมาระหว่างสองฝั่งทะเลไทย จะลดภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าน้ำมันในการเดินเรือมาก ทำให้มีเวลาเพิ่มในการทำประมงทางทะเลมากขึ้น โดยเฉพาะเรือประมง จะมีความปลอดภัยจากการถูกจับของประเทศข้างเคียง เนื่องจาก เรือประมงไทยต้องแล่นเรือผ่านน่านน้ำสากลของประเทศเพื่อนบ้าน ผมประเมินว่าชาวเรือประมงของไทย จะได้รับผลประโยชน์จากคลองไทยโดยรวม ที่จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายจากค่าเชื้อเพลิง ค่าคนงาน รวมถึงการมีเวลาหาปลาจากทะเลได้เพิ่มมากขึ้นจะมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท ต่อปี

คลองไทยจะนำความเจริญสู่ภาคใต้ และแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แบบยั่งยืน
สองฝั่งคลองไทยจะกลายเป็นเมืองใหญ่ เป็นเมืองเศรษฐกิจจะมีประชาชนจากทั่วประเทศเป็นล้านคนไปทำงานที่นั่น เหมือนเมืองท่าที่สำคัญหลายๆ แห่งทั่วโลก ด้วยในศักยภาพของทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของคลองไทยที่อยู่ในแนวเส้นทางเดินเรือโลก หากรัฐมีนโยบายให้เป็นพื้นที่เพื่อพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ อย่างประเทศจีนจะยิ่งเร่งความเจริญเหมือนเมือง Pudong เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2530 ยังมีสภาพเป็นท้องนา ใช้เวลาพัฒนาจากท้องนาประมาณ 15 ปี (ภาพที่ 10) บริเวณสองฝั่งคลองเป็นเมืองอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อการส่งออก เป็นศูนย์กลางการให้บริการขนส่งสินค้าทางเรือทั่วโลก สองฝั่งคลองไทยจะกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจ รวมแหล่งสร้างธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างมากมาย อุตสาหกรรมหลากหลายประเภทตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ เป็นความหวังที่จะเพิ่มการสร้างงานให้กับลูกหลานไทยในอนาคต 2 ถึง 3 ล้านแรงงาน อย่างถาวรในระยะยาว ที่สำคัญคลองไทยจะนำความเจริญเข้าไปแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แบบละมุนละม่อม และซึมซับอย่างสันติถาวร เพราะคลองไทยจะนำความเจริญกระจายไปยังทั่วทั้งภาคใต้ คลองไทยจะเป็นแหล่งสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ และคนไทยทั้งประเทศได้อย่างมากมายมหาศาล บริเวณสองฝั่งคลองไทยจะกลายเป็นเมืองใหญ่ทำให้คนไทยทั่วทั้ง ประเทศไม่น้อยกว่า 3 - 4 ล้านคน ไปทำงานสร้างความเจริญให้กับภาคใต้ คนไทยเหล่านี้จะเป็นรั้วปกป้องคุ้มครองแผ่นดินไทยได้เป็นอย่างดี โดยจะไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลใดๆ ที่จะสามารถต้านทานยับยั้งได้


ปัญหาสิ่งแวดล้อม
ปัญหาของสิ่งแวดล้อมความสำคัญอยู่ที่การบริหารการจัดการ ปัญหาที่จะเกิดจากเรือต่างๆ ที่มาผ่านคลอง เราสามารถวางมาตรการควบคุมเรือที่จะมาใช้คลองไทย เพื่อป้องกันของเสียจากเรือที่มาใช้คลองไทยได้มากกว่า การเกิดปัญหาจากสิ่งแวดล้อมของเมืองที่จะตามมา ซึ่งเป็นสิ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาพร้อมกับการดำเนินโครงการคลองไทยโดยมีการวางผังเมืองที่สมบูรณ์แบบ เพราะปัญหาของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากตัวคลองและเรือที่มาใช้บริการคลองเราสามารถควบคุมใช้มาตรการสากลทางกฎหมายได้ และทางด้านการบริหารการจัดการทางวิศวกรรมสามารถตรวจสอบได้ เหมือนกับท่าเรือสำคัญต่างๆ ทั่วโลก แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมของสังคมเมืองที่ใหญ่และมีความหนาแน่นมากของประชากร จะตามมาเหมือนกับเมืองใหญ่ๆ คล้ายกรุงเทพฯ การวางผังเมืองที่ดีสมบูรณ์แบบ มีสอง 2 ลักษณะ ที่จะต้องวางแผน แผนที่ 1 วางผังเมืองเชิงป้องกันปัญหา ที่ป้องกันได้ เช่น ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่นแหล่งน้ำ แหล่งพลังงานไฟฟ้า ระบบขจัดของเสีย ระบบการคมนาคม ฯลฯ และยังสามารถวางแผนล่วงหน้าได้เลย แผนที่ 2 การวางผังเมืองแบบพัฒนาดำเนินไปคู่ขนานกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในทางปฎิบัติจริงสามารถศึกษาของจริงจากเมืองสำคัญได้ทั่วโลก

ปัญหาเรื่องผลกระทบของสิ่งมีชีวิตของสองฝั่งทะเลไทย ถ้าเปรียบเทียบคลองไทยกับคลองปานามาถ้าพิจารณาจากดูแผนที่โลก จะเห็นว่าคลองปานามาอยู่ตรงกลางของทวีปอเมริกา มีผืนแผ่นดินยาวกว่า 40,000 กิโลเมตร และเป็นส่วนที่แคบที่สุดอยู่ระหว่างกลางทวีปที่ (20,000กิโลเมตร) กั้นระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้สิ่งที่มีชีวิตทางทะเลทั้งสองฝั่งไปมาถึงกันได้ยาก สิ่งที่มีชีวิตจึงมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก มีสถาบันการศึกษา สมิทโซเนี่ยน ของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาสัตว์ทางทะเลโดยเฉพาะตั้งอยู่ใกล้คลองปานามา

สำหรับคลองไทยถ้าดูจากแผนที่จะเห็นว่าทางตอนใต้ของประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย จะเป็นแหลมยื่นลงไป ยังมหาสมุทรอินเดียไม่ยาวมาก แนวคลองไทยจะอยู่ห่างจากปลายแหลมมาลายู ไม่ถึง 1,000 กิโลเมตร และความต่างระดับของน้ำทะเลคลองไทยของฝั่งทะเลทั้งสองฝั่งแตกต่างกันไม่ถึง 1 เมตร และน้ำทะเลทั้งสองฝั่งไหลไปมาถึงกันสะดวก ความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตทางทะเลทั้งสองมีผลน้อย ปลาทูทั้งสองฝั่งมีโอกาสผสมพันธ์กันได้แต่ขนาดอาจจะโตไม่เท่ากัน

ความเค็มของน้ำทะเล ถ้าวัดความเค็มของน้ำทะเลช่วงฤดูฝนความเค็มทางฝั่งอ่าวไทยจะจืดกว่าน้ำทะเลฝั่งอันดามัน เพราะน้ำฝนจากที่ต่างๆ จะไหลลงมารวมยังแม่น้ำต่างๆ หลายสาย พาสิ่งต่างๆที่เป็นมลพิษทางน้ำมาลงที่อ่าวไทยทั้งหมด ตามปกติทางอ่าวไทยน้ำทะเลมีการไหลหมุนเวียนของน้ำทะเลที่เข้าออกหมุนเวียน 2 ครั้งต่อปี แต่น้ำเสียจำนวนมากที่ไม่สะอาดที่ผ่านการใช้จากบ้านเรือน จากโรงงานต่างๆ จากภาคเกษตรหลายสิบจังหวัด รวมทั้งประชาชนในกรุงเทพฯ ด้วย ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางประกงหรือแม่น้ำท่าจีน ก็จะมารวมกันอยู่ที่อ่าวไทย หลังขุดคลองไทยแล้วน้ำทะเลจากทั้งสองฝั่งจะมีการหมุนเวียนถ่ายเทระหว่างสองฝั่งทะเลตลอดเวลา ซึ่งน้ำทะเลทางฝั่งอันดามันจะมีความสะอาดกว่าจะมาช่วยทำให้น้ำทะเลในฝั่งอ่าวไทยให้สะอาดขึ้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราวิตกอาจจะกลายเป็นผลดีก็ได้ การระมัดระวังปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าหลงประเด็นจนทำให้ประเทศชาติต้องเสียหายหรือเสียโอกาส



คลองไทยจะช่วยย่นระยะทาง ประหยัดเวลา ลดการใช้น้ำมัน และลดมลภาวะของโลก
คลองไทยช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของโลก และลดมลภาวะทางอากาศของโลกยังประโยชน์ให้กับชาวโลกโดยรวม มีผลต่อทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม ที่จะทำให้สังคมโลก มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คลองไทยจะช่วยประหยัดน้ำมันของโลกคิดเป็นเงินมากกว่าหนึ่งล้านล้านบาทต่อปี (หรือประมาณเท่ากับงบประมาณของประเทศไทยใช้ทั้งปี) และที่สำคัญยิ่งเมื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลงแล้ว ก็จะเป็นการลดมลภาวะทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้ของการสันดาบของเครื่องยนต์ ไปด้วย อากาศเสียที่เกิดขึ้นจะลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศของโลกก็จะลดลงได้มากด้วยการ

ลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซน์ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดม่านแก๊สหรือเรือนกระจก (Green House Effect) ในชั้นบรรยากาศ ไปปิดกั้นความร้อนจากผิวโลก สร้างความร้อนสะสม บนผิวโลกทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น จนเกิดผลกระทบต่อระบบหมุนเวียนทางธรรมชาติของโลก ผลของความร้อนที่สะสมบนโลก ทำให้สิ่งต่างๆ บนผิวโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทำให้ฤดูกาลต่างๆ ปรับและเปลี่ยนแปลง สร้างความเสียหาย ก่อให้เกิดความแห้งแล้ง พายุน้ำท่วมผิดปกติ ต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลกโดยรวม หากคิดเป็นเงินค่าใช้จ่ายจากความเสียหายของการเกิดเรือนกระจกจะเป็นจำนวนเงินล้านล้านบาทในแต่ละปี สำหรับปีที่ผ่านมา พ.ศ. 2545 ประมาณความเสียทั้งหมดกว่า150 Billion US. Dollars ซึ่งเป็นจำนวนเงินประมาณ 6 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับงบประมาณของประเทศไทย 6 เท่าในปัจจุบัน



สรุปขุดคลองไทยแล้วประเทศไทยจะได้อะไร

1. คลองไทยจะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจใหม่ของโลก และจะมีส่วนสำคัญต่อระบบการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ ทางด้านเศรษฐกิจ และด้านสิ่งแวดล้อมของโลก คลองไทยจะเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยไปตลอดกาล โดยเฉพาะทางด้านการท่องเที่ยวจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่มนุษย์ร่วมกันสร้าง สามารถเป็นแหล่งดึงดูดของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และจะนำรายได้เข้าประเทศไทยได้มากมาย

2. คลองไทยจะสามารถแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้อย่างละมุนละม่อม ด้วยสันติวิธีและถาวร เพราะคลองไทยจะสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเจริญไปทั่วทั้งภาคใต้ ประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศไม่น้อยกว่า 3-4 ล้านคน จะหลั่งไหลเข้ามาอยู่และทำมาหากิน รวมถึงการเริ่มต้นสร้างธุรกิจของคนไทยรุ่นใหม่ รุ่นลูกและรุ่นหลานของไทยในอนาคต ซึ่งประชาชนคนไทยเหล่านี้จะเป็นกองทัพประชาชนที่ทรงพลัง เป็นเสมือนยิ่งกว่ากองทัพ พลังที่เข้มแข็งมหาศาลนี้จะปกป้องคุ้มครองแผ่นดินไทยได้เป็นอย่างดี โดยจะไม่มีอำนาจมืดหรืออิทธิพลใดๆ ที่จะมายับยั้งได้

3. คลองไทยจะเป็นเสมือนสายธารขนาดใหญ่เชื่อมสองฝั่งทะเลไทย เป็นเส้นทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินตรา จากต่างประเทศทั่วโลกไหลเข้าสู่ประเทศไทยได้ทั้งทางตรง และทางอ้อมได้โดยไม่มีวันหยุด สร้างงาน สร้างรายได้ เป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งธุรกิจ แหล่งอุตสาหกรรม จะมีคลังสินค้าเป็นศูนย์กลางกระจายการขนส่ง และมีคลังเก็บรักษาสินค้าจากประเทศทั่วโลกพร้อมขนส่งทางทะเล เป็นศูนย์กลางธนาคารธุรกิจการค้าของการเดินเรือระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นศูนย์รวมภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรผลิตอาหารสำเร็จรูปของไทยเพื่อการส่งออก เป็นศูนย์จำหน่ายให้บริการอาหาร น้ำดื่ม น้ำใช้ ให้กับเรือต่างๆ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล

4. ด้านความมั่นคงของประเทศคลองไทยจะเสริมสมุททานุภาพ ทางด้านการทหารการขนส่งทางทะเลทางด้านอ่าวไทยหากมีการถูกปิดกั้นด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม คลองไทยจะเป็นเส้นทางขนส่งที่สำคัญทั้งในยามปกติและยามสงครามของประเทศ ยามปกติกองทัพเรือสามารถนำกองกำลังเข้าออกเพื่อการซ้อมรบ ลาดตระเวนตรวจตราป้องกันการเข้ามาของสิ่งผิดกฎหมายตามรอยต่อของเขตน่านน้ำระหว่างประเทศ และการเคลื่อนย้ายกำลังของกองทัพเรือไปมาทั้งสองฝั่งทะเลไทย จะไม่สร้างความรู้สึกหวาดระแวงให้กับประเทศเพื่อนบ้านทำให้มีความอิสระ ลดระยะเวลาเดินทาง และประหยัดงบประมาณ

5. ทางด้านการประมงจะขยายโอกาสทำให้เรือประมงไทย ทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยซึ่งมีอยู่กว่า 45,000 ลำ สามารถไปมาทั้งสองฝั่งได้สะดวกรวดเร็ว ทำให้เรือประมงจำนวนดังกล่าว สามารถเข้ามาใช้ทรัพยากรทางทะเลของทั้งสองฝั่งทะเลที่มีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ได้ โดยเฉพาะฝั่งทะเลอันดามันของไทย ซึ่งมีอาณาเขตตั้งแต่แนวเขตน่านน้ำสากลของประเทศ ไปจนถึงแนวเขตน่านน้ำสากลของประเทศอินเดียได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งช่วยลดการใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องใช้ไปมาระหว่างสองฝั่งทะเลไทย จากเดิมที่ต้องใช้ปริมาณมากให้ลดน้อยลง จึงเป็นผลให้เรือประมงไทยสามารถประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดการณ์ว่าในจุดนี้จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลผลิตรวมกันประมาณไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี

6. คลองไทยลดพื้นที่ยากจน เนื่องจากแนวคลองไทยจะตัดผ่านบริเวณทุรกันดารของภาคใต้ จึงทำให้พื้นที่หลายจังหวัดที่แนวคลองไทยผ่านจะได้รับประโยชน์จากความเจริญและความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลประชาชนที่อยู่ทั้งสองฝั่งคลองจะได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ คลองไทยยังจะช่วยป้องกันน้ำท่วมจากพายุฝนที่ตกอย่างหนักให้ลงทะเลได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยๆ กับ 14 จังหวัดภาคใต้ได้เป็นอย่างดี

7.คลองไทยจะเพิ่มบทบาทให้กับประเทศไทยได้รับประโยชน์ ให้มีอำนาจต่อรองถ่วงดุลย์อำนาจ ทางเศรษฐกิจ การเมืองและทางทหาร ระหว่างประเทศมหาอำนาจของโลก เช่น ระหว่างประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา (ข้อสังเกตปัจจุบัน ประเทศไต้หวัน ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศสิงคโปร์ ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากประเทศสหรัฐอเมริกา) เพราะศักยภาพของคลองไทยจะเป็นคลองเดินเรือหลักที่สำคัญของโลกทันที จะมีเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ เรือท่องเที่ยวจากที่ต่างๆ ทั่วโลกมาใช้คลองไทยเพราะนอกจากจะเป็นการประหยัดเวลา ประหยัดเชื้อเพลิงแล้วยังจะมีความปลอดภัยมากกว่าเส้น ทางปัจจุบันที่มีปัญหาโจรสลัดปล้นเป็นประจำบริเวณแถวช่องแคบมะละกา ศักยภาพของคลองไทยจะสามารถให้เรือผ่านได้มากกว่าคลองหลักๆ ของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะรูปแบบของคลองไทยจะเป็นแบบคลองคู่ขนาน ทำให้มีความปลอดภัยสูงจากอุบัติเหตุ สามารถรองรับให้เรือผ่านได้ 300 ถึง 350 ลำต่อวัน (คลองปานามา 38 ลำต่อวัน คลองสุเอช 87 ลำต่อวัน) คลองไทยจะรองรับเรือขนาดใหญ่ 300,000 ตัน ถึง 500,000 ตัน ซึ่งเป็นที่ต้องการของบริษัทเดินเรือทั่วโลก โดยเฉพาะกรณีหากมีเรือรบหรือเรือประเภทใดๆ ก็ตามที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศผ่านคลองไทยจะต้องได้รับความเห็น ชอบจากประเทศไทย

8. ประเทศไทยจะผลิตน้ำมันโดยมีต้นทุนถูกกว่าประเทศสิงคโปร์ คลองไทยจะเพิ่มความสามารถให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโรงกลั่นผลิตน้ำมันที่ต้นทุนต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์ในย่านเอเชียได้ เพราะระยะทางการขนส่งน้ำมันใกล้กว่า และขนาดของเรือน้ำมันที่มีขนาดใหญ่กว่าไม่ต้องอ้อมไปผ่านถึงประ เทศสิงคโปร์อีกต่อไปทำให้ลดค่าใช้จ่ายมาก เรือที่มาผ่านคลองไทยจะเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สำคัญมาใช้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้มีปริมาณการขายน้ำมันได้มากมาย มากพอที่ประเทศไทยจะเป็นผู้กำหนดราคาขายน้ำมันเองได้ และปัญหาน้ำมันเถื่อนก็จะหมดไป ปัจจุบันสิงคโปร์ขายน้ำมันให้กับเรือที่มาใช้บริการ 56,700 ตันต่อวัน สิงคโปร์ขาย 1 เดือนมากกว่าไทยขาย 1 ปี

9. คลองไทยจะช่วยประหยัดค่าขนส่งสินค้าทางเรือ โดยเฉพาะเรือขนส่งน้ำมัน (Logistics) ทางทะเลทั้งหมดของประเทศไทยทั้งขาเข้าและขาออก เช่น ประเทศไทยใช้น้ำมันดิบกว่า 800,000 บาเรลล์ต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศในตะวันออกกลางโดยทางเรือมายังโรงกลั่นในประเทศเรือขนส่งน้ำมันแต่ละลำจะเสียเวลาไปอ้อมที่ประเทศสิงคโปร์ กว่าจะมาถึงโรงกลั่นน้ำมันที่ประเทศไทย 5 วัน กลับอีก 5 วัน รวมเสียเวลา 10 วัน หากมีคลองไทยจะเสียเวลาประมาณ 2 วันเท่านั้น หากคำนวณค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปีประเทศไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากกว่าแสนล้านบาทต่อปี เพียงเฉพาะการขนส่งน้ำมันอย่างเดียว เป็นต้น หากพิจารณาถึงการขนส่งสินค้าส่งออก หรือเข้าของสินค้าอื่นๆ ทางเรือของไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทางภาคอุตสาหกรรมหรือสินค้าทางภาคเกษตร คิดเป็นเงินที่ยังจะประหยัดได้อีกมากกว่าแสนล้านบาทต่อปี ระบบการขนส่ง (Logistics) ของประเทศไทย โดยรวมสูงถึง 25% - 30% ของ (GDP) หรือ ประมาณ 1,500,000 ล้านบาท ถึง 1,800,000 ล้านบาท ต่อปี เฉพาะคลองไทยจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ไม่น้อยกว่าปีละ 200,000 ล้านบาท ต่อปี

10. คลองไทยจะทำให้ประเทศไทยมีบทบาทที่สำคัญ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ ต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ที่อยู่สองฝั่งทะเลไทย มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกจะได้รับผลประโยชน์ในด้านการประหยัดค่าใช้จ่าย ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเลได้เป็นอย่างมาก เช่น เรือจากประเทศอินเดียจะส่งสินค้าไปยังประเทศจีนหรือประเทศญี่ปุ่นจะย่นระยะเวลาได้ 5 วัน ในแต่ละเที่ยวคิดเป็นเงินประหยัดหลายสิบล้านบาทต่อเที่ยว ดังนั้น ประเทศต่างๆ เช่น ประเทศศรีลังกา ประเทศบังกลาเทศ ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเขมร ประเทศเวียดนาม ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ประเทศมาเลเซียด้วย ที่จะได้รับประโยชน์จากเส้นทางคลองไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีบทบาท ต่อการต่อรองทางการทูตกับประเทศมาเลเซียสูงขึ้น เพราะคลองไทยจะช่วยย่นระยะทาง และเวลาในการเดินเรือของประเทศมาเลเซียที่จะใช้เรือผ่านคลองไทยเข้าออก ทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย (ประเทศมาเลเซียขออนุญาตไทยเปิดชายแดนเพื่อขนสินค้าผ่านทางบก หากมีคลองไทยแล้วเราจะไม่ให้ผ่านทางบกได้)

11. คลองไทยจะช่วยลดปัญหาเรือนกระจก ย่นระยะทางการเดินเรือ ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และลดปัญหาด้านมลภาวะทางอากาศของโลก ในแต่ละปีได้มหาศาล ซึ่งเป็นที่มาของการเกิดภาวะเรือนกระจกบนชั้นบรรยากาศ ที่เป็นต้นเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่นับวันแต่จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวันซึ่งมีผลถึงประเทศไทย ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกา ยังไม่ยอมร่วมเซ็นสัญญาโตเกียวที่ว่าด้วยการลดปัญหา The Greenhouse Effect ดังนั้น หากคลองไทยได้เกิดขึ้น คลองไทยจะมีบทบาทมากในการแก้ปัญหานี้

12. เศรษฐกิจไทยยุคไร้พรมแดน คลองไทยจะเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ จากศักยภาพของคลองไทยจะสามารถใช้เป็นแผนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โดยที่จะไม่มีประเทศใดๆ ที่จะสามารถมาแข่งขันได้เลย เพราะตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่พิเศษสุดนี้ มีที่ประเทศไทยแห่งเดียว คลองไทยจะเป็นขุมทรัพย์ทางทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีวันหมด จะเป็นช่องทางสามารถสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งและมั่นคงได้ยาวนาน การแข่งขันทางการค้าบนเวทีการค้าเสรีโลก (WTO) จากประเทศสมาชิก 147 ประเทศ ต่างก็ใช้กลยุทธ์ทางการค้ากันเต็มที่ อนาคตการค้าขายระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทอุตสาหกรรมหรือสินค้าเกษตรหรือแม้แต่ธุรกิจให้บริการแนวโน้มมีการแข่งขันกันรุนแรงยิ่งขึ้นทุกวัน เราและท่านต่างทราบกันดีว่าการส่งออกสำหรับสินค้าภาคเกษตรของประเทศไทย ทั้งหมด รายได้ยังน้อยกว่ารายได้จากการท่องเที่ยวเสียอีก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การเกษตรก็จะยังคงมีความสำคัญอยู่ เพราะประเทศไทยจะต้องมีอาหารที่สมบูรณ์พอเพียง แต่การคาดหวังจะให้สินค้าจากทางภาคเกษตร เป็นธงนำทางเศรษฐกิจที่จะนำพาไปสู่ความมั่งคั่งของประเทศ แทบจะมองไม่เห็นความสว่างเลย ข้อมูลของธนาคารแห่งชาติ แสดงถึงรายได้ทางภาคเกษตรทั้งหมดของประเทศไทยประมาณ 9-10 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าผลิตภัณท์มวลรวมของประเทศเท่านั้น หรือประมาณ 500,000 ล้านบาท แต่ใช้ประชากรผลิตประมาณครึ่งประเทศ รายได้ยังน้อยกว่ารายได้จากภาคการท่องเที่ยวซึ่งได้ถึงประมาณ 700,000 ล้านบาท หรือแม้แต่สินค้าภาคอุตสาหกรรมก็ตาม มีสินค้าอุตสาหกรรมหลายอย่างของประเทศไทยที่ส่งออก รายได้ที่แท้จริงที่ได้ก็เป็นเพียงค่าแรงงานในฐานะผู้รับจ้างผลิต หรือไม่ก็เป็นผู้รับประกอบชิ้นส่วนเป็นหลักเสียส่วนมาก ตัวเลขจำนวนเงินมูลค่าของสินค้าภาคอุตสาหกรรมที่ส่งออกดูเหมือนจะสูงมาก แต่รายได้ที่แท้จริงที่ไทยได้รับคือ ค่าแรงงานประมาณ 25 - 30 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าที่ส่งออกเท่านั้น

เมื่อประมาณ 20 กว่าปี ที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้านของเราหลายประเทศ เช่น ประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศเกาหลีใต้ เคยเป็นลูกค้ารายใหญ่ของไทย แต่ตอนนี้กำลังจะกลายมาเป็นพ่อค้ารายใหญ่ของไทย ต่อไปอาจจะเป็นประเทศเวียดนาม ประเทศเขมร ประเทศลาว หรือประเทศพม่า เพราะประเทศดังกล่าวยังมีต้นทุนด้านแรงงานต่ำและทรัพยากรทางธรรมชาติยังมีอยู่มาก ซึ่งตอนนี้มีประเทศบางประเทศที่ร่ำรวยแต่ไม่มีทรัพยากรในประเทศมากนัก ได้ไปลงทุนผลิตสินค้าทางด้านการเกษตรใน 4 ประเทศดังกล่าว ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมาผลิตสินค้าด้านเกษตร (GMO) ขายแข่งกับประเทศไทยต่อไปก็ได้ แต่สำหรับประเทศมาเลเซียตอนนี้ความเจริญแซงหน้าประเทศไทยไปนานแล้ว

ดังนั้น โครงการคลองไทยจึงเป็นความหวังและโอกาสของประเทศที่จะใช้เป็นธงนำสร้างความ เข้มแข็งทางเศรษฐกิจและทางการเมืองของไทยได้ เป็นบุญของแผ่นดินไทยจริงๆ ที่มีทำเลที่วิเศษ เป็นทรัพยากรที่ใช้ไม่มีวันหมด

ณ วันนี้ถึงเวลาหรือยังที่เราน่าจะให้ข้อมูลดังกล่าวกับประชาชน ได้มีส่วนร่วมรับรู้ รับทราบ และ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับโครงการนี้กันเสียทีว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะก่อให้เกิดประโยชน์หรือความเสียหายมากกว่ากัน

----------------------------------------------------

ใครอยากทราบรายละเอียดเข้าไปที่

www.thai-canal.org

http://www.thai-canal.com/index.php

เราเป็นคนไทยอย่าปล่อยให้เรื่องนี้เงียบเลยนะช่วยกันบอกต่อๆกันและแสดงความคิดเห็นด้วยนะ

โดย : wat
อีเมล์ : loveyou1978@hotmail.com
วันที่ : 2005-07-06 14:04:59

 


ความคิดเห็นที่ 500
ประเทศไทยน่ะ มันไม่มีวันเจริญหรอก ไม่ว่าพวกแกจะทำเชี้ยอะไร
คิดถึงแต่เงินๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
นึกถึงสิ่งแวดล้อมมั่งไม๊
นึกว่าจะรวยทางลัดหรอไปแหกตาดูสิงค์โปร์ว่าคนที่นั่นมันรักสิ่งแวดล้อม รักความสะอาดแค่ไหน
แล้วไปแหกตาดูภูเก็ต ดูเกาะต่างๆที่พวกเมิงโปรโมทการท่องเที่ยวกันว่า chip หายแค่ไหน มีแต่กาหรี่ โสโครก ความเน่าเฟะของสังคมเมืองก็ตามมา
มีแต่ความเจริญทางวัตถุ

อยากจะบอกว่าด๊ใจมากที่ อันดามันวันนี้สวยขึ้น หวังว่าคงเข้าใจว่าสวยขึ้นเพราะอะไร
ก็ความโสโครก resort เน่าๆ กาหรี่ bar beer ความชั่วทั้งหลายมันโดนชักโครก(สึนามิ) กวาดลงไปไง
ประเทศไทย ไม่สามารถทำให้เหมือนประเทศพัฒนาแล้วได้หรอก
หัดดูตัวเองซะมั่ง มีใครนึกถึงสิ่งแวดล้อมบ้าง อยากจะรวยไปถึงไหน
อยากจะเป็นอะไร พยายามจะทำอะไรกัน

ขอให้โดนกดชักโครกอีกรอบ
ชีวิตพวกแกทั้งหลายไม่สามารถชดเชยได้ กับป่า แม่น้ำ ทะเล แกจะตายกันอีกกี่ชิวิตก็ไม่คุ้มกับธรรมชาติที่สูญเสียไป

โดย : ขุดบ้านแกสิ     วันที่ :2005-07-09 22:13:02    IP :58.136.72.xx   
ความคิดเห็นที่ 499
ขอค้านความคิดเห็นที่ 492 ใครบอก ถ้าขุดจริง หะเป็ปเดียวรายได้ไหลกลับเข้าประเทศเป็นทวีคูณ อย่าว่าแต่ธุรกิจอย่างอื่นเลย แค่นำเปล่าที่ตอนนี้สิงค์โปร์ซื้อจากมาเลย์ถูก ๆ แต่ขายให้เรือบรรทุกสินค้าวันละไม่รู้เท่าไร แล้วไหนจะเศรษฐกิจของประเทศที่จะเจริญรุ่งเรื่อง ยิ่งกว่าสิงคโปร์ อีก แต่ก็อย่างงี้และนะ ได้แค่คิด
เคราะห์กรรมของประเทศยังไม่หมด ไอ้พวกกินบ้านกินเมืองยังมีอยู่อีกเยอะ เราก็ต้องทนต่อไป ทำความดีกันเข้าไว้ เผื่อรุ่นโคตะระของพวกเราจะได้เห็น
โดย : สาธุ     วันที่ :2005-07-09 22:03:51    IP :210.1.0.xx   
ความคิดเห็นที่ 498
เป็นเรื่องของความโลภมากของคน
โดย : ไร้สาระ     วันที่ :2005-07-09 21:53:31    IP :61.91.160.xx   
ความคิดเห็นที่ 497
ไม่เห็นด้วยเลย ยํงกะจะแบ่งประเทศแน่ะ ที่อยู่ๆตอนนี้ก็ลำบากจะแย่
โดย : pungpond     วันที่ :2005-07-09 21:09:27    IP :202.176.142.xx   
ความคิดเห็นที่ 496
บอกได้คำเดียว ว่าไม่มีทาง

เพราะขุดคลองนะมันขุดไม่ยากหรอก ถ้าไทยจะขุด ตั้งแต่สมัยใหนแล้ว

แต่สิงค์โปรเขาไม่ยอมหรอก พอเราจะขุดทีไร พี่ใหญ่อย่าง สหรัฐ ก็มาเบรคตลอด

มันมีอะไรบางอย่างค้ำคอเราอยู่ เอาออกก็เอาออกไม่ได้หรอก ถ้าเอาออกเราตายแน่

สังเกตุทักษิณ ไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย เพราะรู้อยู่แก่ใจตัวเองว่ามันไม่มีทางทำได้ พูดก็พูดไม่ออก เฮ้อ แล้วทำเป็นมาปากเก่ง ยังโน้นอย่างนี้ เบื่อ ๆๆๆๆๆๆๆๆ
โดย : yy     วันที่ :2005-07-09 21:06:06    IP :61.47.100.xx   
ความคิดเห็นที่ 493
เรามัวแต่เกรงใจสิงคโปร์ มาเลเซีย ประเทศเขารวยกว่ามานานแล้วประชาชนของเขาอยู่ดีกินดี แต่ประชาชนบ้านเรายังแย่จนจนจนจน ต้องขัามไปขายแรงงานประเทศเขา ถ้าขุดคลองเสร็จก็จะมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องตาม กิจการอื่นๆเศรฐกิจภาคใต้จะดีมหาศาลคนภาคใต้ก็จะรวยรวยรวยรวย และความรวยนั้นก็จะกระจายไปทั่วประเทศ แล้วคนภาคใต้จะคิดแบ่งแยกดินไปทำไหมเมื่อทุกคนอยู่ดีกินดีรวยรวยรวยรวยทุกทุกคน
โดย : ARM     วันที่ :2005-07-09 20:55:26    IP :58.10.196.xx   
ความคิดเห็นที่ 492
รู้ค่าขุดหรือเปล่าว่าเท่าไหร่ เปิดคลองให้เรือผ่านเป็นร้อยๆปียังไม่คุ้มค่าขุดเลยครับ
โดย : เฉยๆ     วันที่ :2005-07-09 20:55:20    IP :61.7.140.xx   
ความคิดเห็นที่ 490
เห็นด้วยครับน่าจะขุดตั้งแต่ชาติที่แล้วนะจะได้รวยฯกับเค้ามั่ง
โดย : คนไทย     วันที่ :2005-07-09 20:01:13    IP :61.90.115.xx   
ความคิดเห็นที่ 488
คิดว่าดีแล้วเหรอ??? ...
ฉันมีความคิดว่าภาคใต้ของไทยเนี่ยก็ไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับประเทศไทยอยู่แล้ว
ถ้าไปตัดคลองแยกเค้าไป เหมือนไปตัดความสัมพันธ์ให้เค้าไปรวมประเทศกับมาเลเซียยิ่งขึ้นนะ
แล้วคราวนี้แหล่งทรัพยากรของชาติไทยก็หายไปพร้อมๆกับเมืองที่เราตัดดขาดไปนั่นล่ะ
พวกคุณคิดว่ามันคุ้มก็กับสิ่งที่ต้องเสียไปก็ทำไปเถอะ
แต่ฉัน..ไม่เห็นด้วย!!!!!!
โดย : nongpor007     วันที่ :2005-07-09 19:59:05    IP :202.44.14.xx   
ความคิดเห็นที่ 486
เห็นด้วยกับกับความเห็นที่ 484 - 485.
มาเลย์กับสิงคโปร์ แย่แน่ถ้าไทยขุด 2 ประเทศนี้แหละเป็นคนส่งอาวุธและให้ผู้ก่อการร้าย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยขุด...กลัวการแบ่งแยกดินแดน
โดย : หนุ่ม     วันที่ :2005-07-09 19:22:31    IP :203.151.140.xx   
ความคิดเห็นที่ 485
ผมเห็นด้วย และเชื่อได้เลยว่า ป.สิงคโปร์ ไม่อยากให้โครงการนี้เกิด ไม่ว่าจะเป็นสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ หรือโครงการที่กำลังพูดถึงอยู่ (คลองไท ) เพราะจะทำให้ สิงคโปร์ ศูนย์เสียรายได้อย่างมหาสาร เพราะรายได้ต่างๆ จะมาตกที่ไทยแทน เราคนไทยด้วยกัน รักประเทศด้วยกันทั้งนั้น อยากให้โครงการนี้เกิดขึ้นจิงๆ แต่ต้องทบทวนปัญหาเรื่องผลกระทบของระบบนิเวศน์อย่างรอบคอบ
โดย : เด     วันที่ :2005-07-09 18:40:33    IP :210.86.215.xx   
ความคิดเห็นที่ 484
ขุดเลยคับ ถ้าขุดแล้วกลัวเรื่องโดนแบ่งแยกดินแดน ป่านนี้ไอ้ที่เป็นเกาะของไทยมันคงไปอยู่ประเทศอื่นแล้วละ อย่างเกาะภูเก็ตก็ไม่มีแผ่นดินที่ติดกับแผ่นดินใหญ่ มีแค่สะพานเชื่อมไม่เห็นมีปํญหาอะไร ที่ไม่ได้ขุดสักทีก็เพราะไอ้ สิง...โป มันยัดเงินเห็นๆ เพราะมันเสียประโยชน์คนเดียว
โดย : เด็กนคร     วันที่ :2005-07-09 18:38:43    IP :202.142.218.xx   
ความคิดเห็นที่ 483
ที่จิง ผมก็เห็นด้วยนะ แต่คุณลองคิดสิว่า ถ้าหากบ้านคุณอยู่บริเวนที่เขาจะขุด แล้วคุณจะทำอย่าไร จะไปอยู่ไหน รัฐบาลต้องหาทางแก้เรื่องนี้ด้วยเพื่อทุกคนจะได้มีความสุขกับคลอง ไทย ที่เราจะสร้ง
โดย : เบิร์ด     วันที่ :2005-07-09 18:23:32    IP :203.152.5.xx   
ความคิดเห็นที่ 482
อืม....ขุดคลองอย่างงี้ ผ่านรัฐธรรมนูญด้วยหรอ....ที่ว่า "ผืนแผ่นดินไทยเป็นหนึ่งเดียวมิอาจแบ่งแยกออกจากกันได้" คำว่าผืนแผ่นดิน มาถึง พื้นดิน มิใช่คำเปรียบเปรยหนะ แล้วอย่างนี้ขุดได้ไงหว่า???
โดย : sath     วันที่ :2005-07-09 18:22:42    IP :203.151.140.xx   
ความคิดเห็นที่ 481
ไม่เห็นด้วยอย่างมาก....แค่เมืองอกแตกที่มีแม่น้ำผ่ากลางยังมีการบริหารปกครองที่ยากมาก ไม่ต้องดูอะไรมากมายแค่การระบบปกครองของเมืองไทยยังไม่ครอบคลุม ไม่พัฒนา แล้วนี่ขุดคลองแยก เหมือน แบ่งประเทศไปเลย ......... ขวานที่ไม่มีด้ามนำไปใช้ย่อมไร้พลัง .........
โดย : สมโภชน์     วันที่ :2005-07-09 18:16:45    IP :203.155.14.xx   
ความคิดเห็นที่ 480
เห็นด้วยที่สุด
โดย : นิมิตร     วันที่ :2005-07-09 17:27:37    IP :203.172.68.xx   
ความคิดเห็นที่ 478
เห็น มาพูดๆ กันอย่างนี้ พอจะทำๆ ก็โดนไอสิงคโปร์เนี่ยน มาเอาตังที่ได้จากการทำท่าเรือ มาฟาดหัวผู้ไหญ่ กะ NGO อีก น่ารำคาญชะมัด

คนใต้ไม่ได้ใจดำ ไม่ได้ต้องการแบ่งประเทศ และก็เก่งๆ กันทุคนเลย มีแค่ คนบางกลุ่มเท่านั้นที่ต้องการ
โดย : คนทำร้าน     วันที่ :2005-07-09 16:55:17    IP :202.176.184.xx   
ความคิดเห็นที่ 477
เห็นด้วยกับ คห. 462 เต็มที่เลย
โดย : คนใต้     วันที่ :2005-07-09 16:49:02    IP :203.130.158.xx   
ความคิดเห็นที่ 475
เห็นด้วยครับเห็นด้วย ผมเคยเรียนเรื่องการขนส่งมาบ้าง ผมเคยถามอาจารย์ที่สอนว่าทำไมเราไม่ขุดคลองคอดกะเสียที่ อาจารย์ของผมตอบว่ามันเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติที่ทางรัฐไม่กล้าตัดสินใจเพราะจะทำให้เป็นการแบ่งดินแดน ทำให้เกิดปัญหาการแบ่งแยกพื้นที่เกิดขึ้น ผมว่ามันเป็นคำตอบที่ไม่ดีเลย ผมว่าคนไทยยังไงก็ยังเป็นคนไทย ไม่ว่าเขาหรือเธอจะอยู่ในส่วนไหนของโลก พวกเราก็ยังเป็นคนไทยมีองค์พระประมุขของประเทศพระองค์เดียวกัน ขุดเถอะครับถ้ามันทำให้ประเทศชาติไปสู่ความเจริญ และทำให้มีผลดีต่อประชาคมโลก และสภาพแวดล้อมของโลก แต่อย่าลืมสิ่งสำคัญทำเพื่อชาติไม่ใช่เพื่อกระเป๋าตัวเองนะครับ และอย่าลืมคิดถึงปัญหาหรือผลกระทบในด้านต่างๆด้วย คิดและป้องกันให้ดีก่อนที่จะลงมือทำนะครับ เพื่อชาตบ้านเมืองและประชาชน ตาดำๆ
โดย : pond     วันที่ :2005-07-09 15:07:45    IP :203.170.234.xx   
ความคิดเห็นที่ 474



ความเป็นมาของคลองคอดกระ (คลองไทย)

เรียบเรียงโดย คุณ นิภาพร ประเสริฐศรี

สำนักประสานงานการเมือง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล



แนวความคิดเกี่ยวกับการขุดคอคอดกระ หรือคลองเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน

มหาสมุทรอินเดียนั้น ปรากฏตามหลักฐาน ดังนี้ :-



1. สมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยที่กรุงสยาม (ประเทศไทยในปัจจุ บัน) ได้เปิดประเทศติดต่อกับชาติยุโรป

2. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาถ ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้ดำริการขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

3. สมัยรัชกาลที่ 1 ประมาณปี พ.ศ. 2336 สมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาถ ดำริเรื่องการขุดคลองเชื่อม 2 ฝั่งทะเล (มีพระราชนิพนธ์เป็นหลักฐาน)

4. สมัยรัชกาลที่ 4 ประมาณปี พ.ศ. 2401 อังกฤษได้เสนอขอพระบรมราชานุญาต ทำการขุดคอคกระแนวระนอง-หลังสวนเป็นส่วนที่แคบที่สุด พระองค์ทรงยินยอมแต่ขาดเงินทุน ทำให้หยุดชะงัก ต่อ มา พ.ศ.2406 อังกฤษสำรวจบริเวณคอคอดกระส่วนที่แคบที่สุดได้ แต่ติดสันเขาขุดลำบากเครื่องมือไม่มีจึงยกเลิก ในปี พ.ศ. 2409-2411คลองกระโด่งดังไปทั่วโลก ฝรั่งเศสขอเจรจาเพื่อดำเนินการขุด หลัง จากที่ฝรั่งเศสได้ขุดคลองสุเอซสำเร็จ แต่รัชกาลที่ 4 ไม่อนุญาต เนื่องจากเกรงจะเสียพระราช อาณาจักร

5. สมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณปี พ.ศ. 2415 นาวาเอก เอ. จีลอปตัน ร.น. ตัวแทนรัฐบาลอังกฤษเข้ามาสำรวจเส้นทางการขุดคลองกระอีกครั้งหนึ่ง ในแนวระนอง-ชุมพร จากการสำรวจ เป็นเรื่องที่เป็น ไปได้ แต่พระองค์ไม่อนุญาตด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ

6. สมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณปี พ.ศ. 2460 ทรงสนพระทัยในเรื่องคลองกระ เพราะทรงเห็นว่า อำนวประโยชน์และความเจริญมาสู่ประเทศอย่างมหาศาล แต่เนื่องจากปัญหาทางการเมืองเช่นเดียวกัน ทำให้ตัดสินพระทัยไม่ทรงอนุญาตให้มีการขุดคลองกระ

7. นายปรีดี พนมยงค์ พ.ศ. 2478 ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รื้อฟื้นโครงการคลองกระมาพิจารณา กรณีเมื่อขุดคลองแล้ว ประเทศไทยจะมีอำนาจอธิปไตยเหนือคลอง ไม่ควรพึ่งพาต่างชาติ ประเทศไทยต้องมีเงินทุนเพียงพอ แต่ประเทศไทยมีเงินทุนไม่เพียงพอ โครง การคลองกระจึงต้องระงับอีกครั้ง

8. พ.ศ. 2489 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยต้องลงนามในความตกลงสมบูรณ์แบบ เพื่อเลิกสถานะสงครามกับอังกฤษโดยในข้อ7 ระบุห้ามไทยขุดคลองเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย หากมิได้รับความยินยอมจากรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความสำคัญของคลองกระต่อสภา วะทางการค้าของแหลมมลายูอย่างไรก็ตามพ.ศ.2497 ได้มีการยกเลิกความตกลงสมบูรณ์แบบ ดัง กล่าว

9. พ.ศ. 2503 นายเชาว์ เชาว์ขวัญยืน กับคณะในนามของบริษัท แหลมทองพัฒนา เสนอ รัฐบาลไทยขอรื้อฟื้นโครงการคลองกระขึ้นใหม่ โดยขออนุญาตทำการศึกษากิจการคลองกระและท่าเรือ คณะ รัฐมนตรีได้แสดงความเห็นชอบในหลักการตามข้อเสนอถึง 2 ครั้ง แต่วันที่ 31 มีนาคม 2507 สภาความมั่นคงแห่งชาติได้สั่งระงับการดำเนินการตามข้อตกลง เนื่องจากเหตุผลทางด้านความมั่นคง และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการแยกดินแดนทางภาคใต้

10. พ.ศ. 2513 ด้วยความเห็นชอบจากระทรวงมหาดไทย นายเชาว์ ได้จ้างบริษัท แทมส์ (TAMS) ศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจของการขุดคลองกระ ผลการศึกษา ปรากฏว่าแนวคลองที่เหมาะสมอยู่ทางใต้ คือเส้นทางระหว่างสตูล-สงขลา

11. พ.ศ. 2516 มีการเสนอโครงการคลองกระต่อรัฐบาล แต่มีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลใหม่

12. พ.ศ. 2525 กลุ่ม ส.ส. พรรคชาติไทย โดยนางยุพา อุดมศักด์ ส.ส. พิจิตร เสนอให้มีการขุดคลองกระที่จังหวัดระนอง โดยเสนอรัฐบาล มีนายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธานคณะ กรรมการทบทวนศึกษาโครงการขุดคลองกระ แต่ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง การพิจารณาจึงต้องชะงักไป

13. พล.ท. หาญ ลีลานนท์ แม่ทัพภาคที่ 4 เสนอให้มีการทบทวนโครงการขุดคลองกระ เพื่อสร้างความเจริญแก่พื้นที่ภาคใต้ และสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นศึกษาโครง การขุดคลองกระ แต่ได้มีการยุบสภา

14. พ.ศ. 2526 สำนักงาน เอ็คเซ็คคิวทีฟ อินแทลลิเจนส์ รีวิว (EIR) และฟิวซัน เอ็นเนอร์ยี ฟาวเดชั่น (FEF) จัดสัมมนาเรื่องคอคอดกระ และความเป็นไปได้ ในประเทศไทย โดยได้รับ ความสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรี

15. พ.ศ. 2527 สำนักงาน FEF ประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย โดยการสนับสนุนของสถานฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ติดต่อกับกระทรวงคมนาคม เพื่อจัดสัมมนา นักธุรกิจ นักวิชาการ องค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อระดมความคิดเกี่ยวกับการขุดคอคอดกระ และทำรายงานเสนอต่อนักลงทุนชาวอเมริกัน นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ การศึกษาโครงการขุดคอคอดกระดำเนินไปด้วยดี ได้เกิดปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา

16. พ.ศ. 2529 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ โครงการขุดคอคอดกระจึงดำเนินการต่อไปค่อนข้างราบรื่น โดยมีประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ขอเป็นผู้ลงทุนขุดคอคอดกระ แต่ ดร. บุญรอด บิณฑสันต์ หัวหน้ากลุ่มนักวิชาการ ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมให้ต่างชาติประเทศใดเป็นผู้ลงทุนในโครงการนี้ โดย ดร. บุญรอด บิณฑสันต์ และนักวิชาการกลุ่มนี้ ได้ทำรายงานแนวความคิดในทฤษฎีใหม่ เกี่ยวกับคอคอดกระเสนอต่อรัฐบาล โดยให้ขุดคอคอดกระเป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือในระดับคาบสมุทร โดยเฉพาะในด้านเงินทุนและเทคโนโลยี แต่ต้องดำเนินการโดยคนไทย และประเทศเป็นหลักสำคัญ และได้เปลี่ยนชื่อจากโครงการ คอคอดกระเป็น “โครงการพัฒนาคาบสมุทรแหลมทอง” แต่รัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ไม่มีการตอบกลับ สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่สานต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดที่แล้ว โดยมีนายวัฒนา อัศวเหม ส.ส. สมุทรปราการ เป็นประธาน

17. พ.ศ. 2530 คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาคืบหน้ามาก โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล รวมทั้งนายทหารระดับสูง 3 เหล่าทัพ ศึกษาดูงานคลองสุเอซ และคลองปานามา รวมทั้งศึกษาเทคโนโลยีการสร้างเขื่อน และระบบการควบคุมน้ำในเขื่อนเนเธอร์แลนด์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ด้วย โครงการขุดคอคอดกระในยุค พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวหน้าด้วยดี แต่เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ลดค่าเงินบาท ทำให้เกิดปัญหาเงินลงทุนเป็นอุปสรรคสำคัญ เงินลงทุนจากต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ โยงใยเป็นขบวนการลูกโซ่ ทำให้โครงการขุดคอคอดกระหยุดชะงักไป

18. พ.ศ. 2531 พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้สนับสนุนโครงการขุดคอคอดกระอย่างชัดเจน โดยเน้นนโยบายให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในลักษณะของสัมปทาน เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตอบแทนจากรัฐบาล จึงมีบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเยอรมันนี ขอเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเป็นประเทศแรก โดยบริษัทเอกชนญี่ปุ่นชื่อ DIALCHISOGYO ได้ทำหนังสือลงนามโดยนายทากา คิโยชิ ประธานกรรมการเสนอต่อ พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ

19. พ.ศ. 2533 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 เสนอว่ากลุ่มผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนโครงการขุดคอคอดกระ แต่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ กลับเน้นไปที่การเปิดประตูอินโดจีนมากกว่า จึงได้ความสำคัญกับโครงการ “อิสเทิร์น ซีบอร์ด” หรือ โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเป็นอันดับหนึ่ง และทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดในการสนับสนุนโครงการนี้ ส่วนโครงการขุดคอคอดกระได้รับความสำคัญเป็นอันดับรอง จึงไม่รีบเร่งในการพิจารณา จนในที่สุดถูกยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

20. พ.ศ. 2535 พล.อ. สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้ความสนใจโครงการขุดคอ คอดกระ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” จนกระทั่ง พล. อ. สุจินดา คราประยูร ลาออก

21. พ.ศ.2535 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 มูลนิธิเพื่อการศึกษาคอคอดกระจัดตั้งโดยความร่วมมือขององค์กรเอกชนหลายแห่งประกาศตั้งขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นผู้ศึกษารวบ รวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการคอคอดกระทั้งระบบ แต่เนื่องจากท่าที่ของรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์บางคนแสดงความเห็นทำนองคัดค้าน ด้วยเหตุผลอาจทำให้เกิดความสับสนสำหรับนักลงทุนชาวต่างประเทศระหว่างโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด กับ โครงการขุดคอคอดกระมูลนิธิฯ จึงระงับการยื่นขอเสนอดังกล่าวต่อนายชวน หลีกภัย นายก รัฐมนตรี อย่างกะ ทัน หัน สำหรับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นยังให้ความสนใจโครงการขุดคลองกระคือ บริษัทอิชิณาวาจินา ฮาร์ต อินดัสทรี (IHI) ได้ประกาศชัดเจนว่าสนใจที่จะเข้ามาลงทุนโครงการขุดคลองกระในประเทศไทยและอยู่ระหว่างการแสวงหาพันธมิตรร่วมลงทุน โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นบริษัทเอกชนญี่ปุ่นด้วยกัน หรือเป็นบริษัทลงทุนข้ามชาติประเทศอื่นๆ รัฐบาลไทย ผู้บริหารของบริษัทฯ ยังแสดงท่าที่จะสนใจในเบื้องต้นจะลง ทุน ในลักษณะครบวงจร หรือในแบบครบวงจร คือ การลงทุนทางด้านการก่อสร้างและการบริหาร แต่หลังจากนั้นไม่ปรากฏความคืบหน้าจากบริษัทญี่ปุ่นแห่งนี้ หรือนักลงทุนต่างชาติรายอื่นๆ อีก

นอกจากนี้ มีฝ่ายคัดค้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง โดยตั้งเหตุผลด้านความมั่นคง อ้างว่าหากขุดคอคอดกระก็เท่ากับเป็นการแบ่งแยกประเทศไทยเป็น 2 ส่วน และอาจนำมาซึ่งการเสียเอกราชของดินแดนจังหวัดภาคใต้ที่ถูกแบ่งแยกในที่สุด อีกทั้งยังโจมตีฝ่ายสนับสนุนว่าอาจรับเงินจากประเทศมุสลิม เจ้าแห่งสิทธิก่อการร้ายมาดำเนินการ นักการเมืองบางคนยกเอาบทบัญญัติรัฐธรรม นูญมาอ้างในข้อที่ว่าประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียว ผู้ใดจะมาแบ่งแยกมิได้จนกลายเป็นเรื่องตลกขบขันอ้างแบบผิดๆ เหมือนกับไม่มีความรู้ เพราะความจริง “ประเทศไทย” หมายถึง องค์รวมของประเทศทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะผืนแผ่นดินหรือดินแดนเท่านั้น แต่รวมถึงอำนาจปกครองของรัฐที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขด้วย ดังนั้น กรณีที่จะขุดคอคอดกระหรือไม่ จึงไม่มีส่วนเกี่ยว ข้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญใดๆ

22. พ.ศ. 2537 รัฐบาลซึ่งมี นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้ความสนใจกับโครงการขุดคอคอดกระ เนื่องจากให้ความสนับสนุน สนใจกับโครงการสร้างท่าอากาศยานสากลแห่งที่ 2 (สนามบินหนองงูเห่า) ที่จังหวัดสมุทรปราการ จนกระทั่งรัฐบาลมีปัญหาเรื่องต่างๆ จึงประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร

23. พ.ศ. 2539 รัฐบาลซึ่งนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคความหวังใหม่ ได้รับ เลือกตั้งเสียงข้างมาก ไม่ได้ให้ความสนใจโครงการขุดคอคอดกระ

24. พ.ศ. 2540 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้ความสนใจต่อโครงการขุดคอคอดกระ เนื่องจากให้ความสนใจการสร้างท่าอากาศยานสากลแห่งใหม่ต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ยังมีการมอบหมายให้นายเด่น โต๊ะมีนา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศร.) และสภาความมั่นคงแห่งชาติ จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลสมัยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมีนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ประกาศตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจหายนะ จนกระทั่งพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี โครงการขุดคอคอดกระจึงต้องระงับไปอีกครั้ง

25. พ.ศ. 2540 (ปลายปี) นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้งไม่ปรากฏว่ามีการพิจารณา หรือ การศึกษาโครงการขุดคอคอดกระ เนื่องจากอยู่ในภาวะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดวิกฤตอย่างรุน แรง

26. พ.ศ. 2544 วุฒิสภา โดยนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสิงห์บุรีได้ รื้อฟื้นโครงการ ขุด คอคอดกระขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยได้รับอนุมัติจากวุฒิสภาให้จัดตั้งคณะ กรรมาธิการวิสา มัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระเมื่อวันที่ 17พฤษภาคม 2544 คณะรัฐบาล ซึ่งมี นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และสังคมภายใต้นโยบาย และการกำกับดูแล ของพลเอกชวลิตยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลา โหมด้วย



----------------------------------------

www.thai-canal.com


โดย : aaa     วันที่ :2005-07-09 15:07:02    IP :61.91.143.xx   
ความคิดเห็นที่ 473
โจรใต้ฝีมือใครไม่รู้ แต่ที่รู้ก็คือมาเลย์มันซื้ออาวุธ เครื่องบินมิกค์ รถถังเ รือดำน้ำจากรัฐเซียตุนไว้เพียบไม่รูว่ามันจะเอาไปรบกับใคร ไม่มีปรเทศไหนที่มันจะสมควรรบด้วยเลย สิงคโปร์ก็แค่กระจิ๊ดเดียว อินโดฯก็ไม่ไดมีดินแดนติดกับมันเพราะมีทะเลกั้น นอกจากไทยเท่านั้นที่ติดกับมัน
ส่วนงบประมาณโครการนี้ แค่ขอยืมจากจีนเขาก็ช่วยเหลือเราแล้ว เพราะจีนต้องหาจุดระบายสินค้าออกไปให้มากที่สุดสู่ทั้งแอฟริกา ยุโรป ตะวันออกกลางโดยใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่านจากแม่สายลงมาไม่ต้องเสียเวลาตีเรือไปอ้อมรับส่งสินค้าที่อ่าวจีน ไทยก็จะได้ประโยชน์เต็มจากการเป็นประเทศนายหน้า และทางผ่านแทนสิงคโปร์

โดย : คิดเล่นๆ     วันที่ :2005-07-09 14:52:47    IP :203.118.105.xx   
ความคิดเห็นที่ 472
เห็นด้วยกับ คห.462มากๆครับ
โดย : หัวรุนแรง     วันที่ :2005-07-09 14:51:59    IP :203.151.140.xx   
ความคิดเห็นที่ 471
มันน่าจะขุดได้ตั้งนานแล้ว ไปถาม สส. ในสภาของไทยกับผู้นำประเทศสิงคโปร์ในอดีตดู เรื่องความมั่นคงของประเทศมันเป็นข้ออ้างที่จะไม่ขุดมานานแล้ว ประเทศไหนมี่ท่าเรือเขาก็มีกองกำลังทหาร มีฐานทัพ ทั้งนั้นแหละ ทนซื้อน้ำมันแพงอยู่ได้ แล้วปัญหาภาคใต้มันก็คงมีประเทศที่กลัวการเติบโต และเสียผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจป่วนอยู่เบื้องหลังลึกๆ ขุดไปเลย ดีกว่าเอาตังค์ไปทำทางด่วนแหลมผักเบี้ยอีก
>>>ด้านบนมีแผนที่พอดีเลยดูเอาเองเราออกทะเลได้ไหมแล้วที่ไหนออกทะเลไม่ได้
โดย : Leader of Liberation Army     วันที่ :2005-07-09 14:34:41    IP :210.86.207.xx   
ความคิดเห็นที่ 469
มันน่าจะขุดได้ตั้งนานแล้ว ไปถาม สส. ในสภาของไทยกับผู้นำประเทศสิงคโปร์ในอดีตดู เรื่องความมั่นคงของประเทศมันเป็นข้ออ้างที่จะไม่ขุดมานานแล้ว ประเทศไหนมี่ท่าเรือเขาก็มีกองกำลังทหาร มีฐานทัพ ทั้งนั้นแหละ ทนซื้อน้ำมันแพงอยู่ได้ แล้วปัญหาภาคใต้มันก็คงมีประเทศที่กลัวการเติบโต และเสียผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจป่วนอยู่เบื้องหลังลึกๆ ขุดไปเลย ดีกว่าเอาตังค์ไปทำทางด่วนแหลมผักเบี้ยอีก
โดย : Muzashi     วันที่ :2005-07-09 14:24:44    IP :203.107.196.xx   
ความคิดเห็นที่ 468
ขุดเยย
ดีๆๆๆๆๆๆผมเห็นด้วย ได้ผลประโยชน์แน่ๆๆ แต่พวกเราต้องจับตาดู ไอ้รัฐบาลนะ
มานจะแดกจนท่ารเรือเราทุเรศหรือป่าว เด๋วไม่มีใครเข้าอ่าวพอดี
โดย : อั๋น     วันที่ :2005-07-09 14:22:23    IP :158.108.96.xx   
ความคิดเห็นที่ 467
สนับสนุนโครงการนี้เต็มที่ ถึงอย่างไรเราก็คิดว่าเป็นโครงการที่ดี
เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยไม่มีอะไรจะต้องเสียอีกแล้ว เราควรจะ
เห็นแก่ประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศ ประเทศไทยก็คือประเทศไทย
ประเทศอื่น ๆ ที่เขามีเกาะเล็ก เกาะน้อย เขาก็ยังเป็นประเทศได้
อย่ามัวแต่คิดมากอยู่เลย ไม่งั้นรัฐบาลก็ควรทำประชาพิจารณ์
โดย : สนับสนุนค่ะ     วันที่ :2005-07-09 14:19:01    IP :203.188.44.xx   
ความคิดเห็นที่ 466
อย่าทามให้ด้ามขวานทองหักเถอะคับ อีกอย่างตอนนี้ เม็กกะโปรเจ็กมากมายไปหมดเเล้ว ( หมายถึง การลงทุนที่ใหญ่ๆๆๆ ) แล้วตอนนี้ดูรัฐบาลดิ ถังเเตก โกง ถ้าทามนะ พลาดขึ้นมา จบเเน่
โดย : กอล์ฟ     วันที่ :2005-07-09 14:16:59    IP :203.150.82.xx   
ความคิดเห็นที่ 465
ถ้ามีไอ้ทรราชย์ทักษิณ อยู่นะคงยากหน่อยนะ เพราะมันกินเมืองไปหมดแล้ว
>>>tyrantทักษินนะหรอเลือกมาเองบ่นทําไม
/meเล่นเกมต่อ
โดย : Leader of Liberation Army     วันที่ :2005-07-09 14:15:20    IP :210.86.207.xx   
ความคิดเห็นที่ 464
เชื่อม่ะเดี๋ยวโครงการนี้ก็ล้มอีก ไม่รู้รัฐบาลกี่สมัยต่อกี่สมัยพอเริ่มกระเป๋าแห้งทีก็พูดทีนึงขุดโครงการขี้นมาปัดฝุ่นอีกสักหน่อย เดี๋ยวสักพักก็จะมีเงินเข้ากระเป๋า แต่ไม่รู้ว่ากระเป๋าใคร
โดย : บักสีดา     วันที่ :2005-07-09 14:14:05    IP :58.10.139.xx   
ความคิดเห็นที่ 463
อย่าขุดเลยคับ!!! คำนึงถึงภาคใต้ตอนนี้ดิคับ ตอนนี้คนกะลังคิดเเบ่งเเยกดินแดนนะ
ถ้าเราขุดคลองกลั้นมานจะบอกถึง การเเบ่งแยก อีกอย่างถ้าเราขุดไปอะ ประเทศที่จะรับเงินเต็มๆๆอะ พม่าคับ เพราะมานต้นคลองคับ
โดย : คนใต้     วันที่ :2005-07-09 14:13:00    IP :203.150.82.xx   
ความคิดเห็นที่ 461
ดีครับสมควรทำ
โดย : mสยาม     วันที่ :2005-07-09 13:50:51    IP :61.91.174.xx   
ความคิดเห็นที่ 460
ขุดเลยครับ คณะรัฐบาลไทย

พ่อแม่พี่น้อง คนไทยทั้งประเทศจะได้รวยกันสักที !!!!!!!!

จะได้มีรายได้เข้าประเทศไทยเยอะๆ

จะได้มีเงินมาแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

จะได้มีเงินมาแก้ปัญหาน้ำมันแพง ไฟฟ้าแพง

จะได้มีเงินแก้ปัญหาความยากจน ของพี่น้องส่วนใหญ่

จะช่วยลดปัญหาฉกชิงวิ่งราวฯลฯ สารพัดปัญหาที่เกิดจากความยากจน

ประเทศไทยเราจะได้รวยกันสักที

ไพร่ ฟ้า หน้า ใส กันก็คราวนี้แหละครับท่านทั้งหลาย

เอ้า ผมเห็นด้วย 1000000% ใครเห็นด้วย ยกมือขึ้นนนนน.........

เฮ้ เฮ้ ไชโย โห่ฮิ้ว ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

เพื่อโลกใบนี้ได้ประหยัดพลังงานด้วย นะค๊าบบบ......... (สำคัญที่สุด)

ไม่ได้ทำเพื่อประเทศไทยอย่างเดียวนิ (คิดเพื่อส่วนรวม.......ดีใช่ไหม)

ลุงเชียร์มาทั้งชีวิตแล้วววววว

ใครอยากเห็นประเทศไทยเป็นมหาอำนาจ ช่วยสนับสนุนหน่อย.........

โดย : ลุงบ้านนอก     วันที่ :2005-07-09 13:49:54    IP :203.188.46.xx   
ความคิดเห็นที่ 459
..ไม่ต้องเอาหลักการมาพูดหลอกนะครับ..ว่าขุดครองจะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น..มันก็จริงอยู่ที่การขุดครองมีประโยชน์อย่างที่กล่าวมาข้างต้นจริงทุกประการ..แต่ลองมองในระยะยาวมันเหมือนเป็นการแบ่งเป็นอีกประเทศเลยก็ว่าได้ ..เพราะในเมื่อคนส่วนใหญ่มองเห็นว่าภาคใต้ยังไม่สงบแล้วยังมาแบ่งผืนแผ่นดินแบบนี้ผู้คนก็จะมองว่าแผ่นดินส่วนบนสงบก็จะย้ายที่อยู่หรือย้ายถิ่นที่อยู๋เดิมเลยก็ว่าได้และถ้าคนส่วนใหญ่ย้ายมาหมดแล้วทีนี้ผืนแผ่นดินส่วนล่างก็จะไปเหลืออะไรล่ะครับ..!!..จะเป็นประเทศอิรัก2 เลยก็ว่าได้หรืออาจจะถูกยึดโดยโจรใต้แล้วที่นี้...!!คิดเอาเองล่ะกันมันจะเกิดอะไรขึ้น...
โดย : iq     วันที่ :2005-07-09 13:45:51    IP :202.44.32.xx   
ความคิดเห็นที่ 458
ปัญหา ภาคใต้ น่ะ ผมเฉยๆนะคับ
ที่ผมสนใจมากๆคือ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นจากการขุดคลองมากกว่า
เพราะผมไม่คิดว่า คนที่เข้ามาใช้ หรือคนดูแลจะมีจิตสำนึกมากพอที่จะทำให้ น้ำและสภาพแวดล้อมแถวนั้น ยังดูดี และไม่มีมลพิษ
จะเพิ่ม โอกาสให้เกิดมลพิษทางน้ำมากขึ้น

อยากขุดก้อ ขุดไปเถอะคับ
แต่ขออย่างเดียว
อย่าให้เกิดมลพิษทางน้ำ
เพราะหลายที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆ
พอผ่านไป ปี สอง ปี ก้อ และเทะ
น้ำเน่า ขยะเพียบ ลอยเต็มน้ำ
โดย : ..     วันที่ :2005-07-09 13:13:16    IP :61.91.116.xx   
ความคิดเห็นที่ 457
ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องปัญหาทางภาคใต้ปล่อยเกาะพวกคนที่บ้าๆอกกไปเลย คนเพียงไม่กี่คนทำให้ประเทศชาติไม่พัฒนา เราควรมองในระยะยาว ที่จริงแล้วการขุดคลองนี้มีโครงการมานานหลาย10ปีแล้ว แต่ติดตรงไหนกันก็น่าจะรู้ๆกันอยู่ ถ้าทำกันตั้งแต่เมื่อกอ่นป่านนี้เราก็ไม่ต้องมาวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจกันมากนัก ท่านผู้นำทั้งหลายอย่ามัวแต่ที่จะคิดโกงกินประเทศชาติกันเลย ตายไปก็เอาไปไม่ได้ นี่มันบ้านเราเมืองเรานะครับทำได้ทำ ตัดพวกส่วนน้อยออก หรือจะล้างบางไปเลยก็ได้ ทำเถอะครับมีคนสนับสนุนอีกมากมาย
โดย : aong1999     วันที่ :2005-07-09 12:55:11    IP :202.183.135.xx   
ความคิดเห็นที่ 456
ทำไปเลย ... ขัดแข้งขัดขากันเอง ... มีแต่จะล้มไปด้วยกัน จับมือร่วมกัน จะได้โตไปด้วยกัน ไม่ดีกว่าหร๋อ
โดย : มองอาราย     วันที่ :2005-07-09 12:52:35    IP :58.8.247.xx